ในขณะที่เทพเจ้าองค์อื่นๆ ดูจะหมดแรงหรือพ่ายแพ้ไป ซุนอู้คงกลับยืนหยัดอย่างมั่นคงด้วยชุดเกราะสีทองและคทาที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิง สายตาที่มุ่งมั่นของเขาทำให้รู้ว่าเขาคือคนเดียวที่จะกอบกู้สถานการณ์ได้ ฉากที่เขาเรียกคทามาไว้ในมือแล้วฟาดลงพื้นจนเกิดแรงระเบิดนั้นสุดยอดมาก เป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและความกล้าหาญอย่างแท้จริงในพิทักษ์แผ่นดินแทนทวยเทพ
การปะทะกันระหว่างเทพเจ้ากรีกอย่างซุสและเทพเจ้าฮินดูอย่างพระศิวะนั้นน่าตื่นเต้นมาก แสงสว่างและสายฟ้าที่พุ่งออกมาจากทั้งสองฝ่ายทำให้ฉากดูอลังการสุดๆ แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือความสับสนของตัวละครมนุษย์อย่างชายผมฟ้าที่ดูเหมือนจะหลงเข้ามาในสงครามเทพเจ้าโดยไม่ตั้งใจ การดำเนินเรื่องในพิทักษ์แผ่นดินแทนทวยเทพ ทำให้เราเห็นมุมมองของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับพลังเหนือธรรมชาติ
ฉากในห้องประชุมที่ดูจริงจังและมีบรรยากาศตึงเครียดนั้นแตกต่างจากฉากต่อสู้ก่อนหน้านี้มาก การที่ตัวละครในชุดสูทนั่งล้อมวงกันแล้วดูเหมือนจะวางแผนอะไรบางอย่างทำให้รู้ว่าเรื่องนี้มีมิติมากกว่าแค่การต่อสู้ระหว่างเทพเจ้า การตัดสลับระหว่างฉากเทพเจ้ากับฉากมนุษย์ทำให้เรื่องราวในพิทักษ์แผ่นดินแทนทวยเทพ มีความลึกซึ้งและน่าติดตามมากขึ้น
ฉากที่เทพเจ้าองค์ต่างๆ ใช้พลังพิเศษของตนนั้นสวยงามและน่าทึ่งมาก โดยเฉพาะฉากที่พระศิวะปรากฏกายด้วยร่างสีน้ำเงินและมีงูพันรอบตัว หรือฉากที่ซุสขี่รถม้าสีขาวผ่านท้องฟ้า แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือการทำลายล้างที่เกิดขึ้นตามมา วิหารที่พังทลายและเทพเจ้าที่ล้มลงแสดงให้เห็นว่าพลังที่ยิ่งใหญ่มักมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ในพิทักษ์แผ่นดินแทนทวยเทพ เราได้เห็นทั้งความสวยงามและความน่ากลัวของพลังเทพเจ้า
ฉากเปิดเรื่องคือวิหารที่พังทลายลงอย่างน่าใจหาย เหมือนสัญลักษณ์ว่ายุคสมัยของเทพเจ้าองค์เดิมอย่างซุสได้จบลงแล้ว การปรากฏตัวของพระศิวะและเทพเจ้าองค์อื่นๆ ที่ดูทรงพลังกว่าทำให้รู้สึกถึงการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งใหญ่ เรื่องราวในพิทักษ์แผ่นดินแทนทวยเทพ ทำได้ดีมากในการสร้างความตื่นเต้นตั้งแต่ต้นจนจบ การต่อสู้ระหว่างเทพเจ้าแต่ละองค์เต็มไปด้วยพลังและอารมณ์ที่รุนแรง