ต้องยกนิ้วให้ทีมคอสตูมที่เลือกชุดให้ตัวละครได้สวยงามและเข้ากับยุคสมัยมาก โดยเฉพาะชุดคลุมขนสัตว์สีขาวของพระนางที่ดูหรูหราแต่ไม่เยอะเกินไป ตัดกับชุดสีทองของพระเอกได้อย่างลงตัว ดูแล้วนึกถึงฉากในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ที่ทั้งคู่เดินจับมือกันกลางป่าไผ่ ช่างเป็นภาพที่งดงามจนอยากเก็บไว้ดูซ้ำๆ
ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แค่สีหน้าของพระนางที่เปลี่ยนจากยิ้มเป็นกังวล แล้วกลับมาเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง ก็บอกเล่าความรู้สึกข้างในได้ชัดเจนมาก พระเอกก็แสดงออกถึงความหนักใจแต่พยายามเก็บอารมณ์ไว้ได้ดี เหมือนในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ที่ทั้งคู่ต้องเผชิญอุปสรรคแต่ยังคงเชื่อมั่นในกันและกัน
ฉากที่ทั้งคู่เดินจากไปพร้อมกับม้าสีดำกลางป่าที่แสงแดดส่องลงมาช่างเป็นภาพที่งดงามและมีความหมายมาก เหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ของทั้งคู่หลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย ดูแล้วนึกถึงตอนจบของลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ที่พระเอกพานางเอกหนีไปอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข
ผู้กำกับเลือกสถานที่ถ่ายทำได้ยอดเยี่ยมมาก ป่าไผ่ที่เขียวขจีกับแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้สร้างบรรยากาศที่ทั้งโรแมนติกและลึกลับในเวลาเดียวกัน ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้เดินเข้าไปในเรื่องราวของลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ด้วยตัวเอง ทุกฉากดูมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยอารมณ์
ตอนแรกดูเหมือนทั้งคู่จะมีความขัดแย้งกัน แต่พอพระเอกแตะแก้มพระนางทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ความตึงเครียดค่อยๆ กลายเป็นความเข้าใจและความไว้วางใจ เหมือนในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ที่พระเอกต้องพิสูจน์ตัวเองให้นางเอกเห็นถึงความจริงใจและความรักที่มีให้