การจัดฉากภายในห้องโถงวังหลวงทำได้ดีมาก มีเทียนหอม กระถางธูป และเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักที่ดูหรูหรา แสงสว่างที่ส่องผ่านหน้าต่างลายฉลุสร้างบรรยากาศอบอุ่นแต่ก็เคร่งขรึม เหมาะกับฉากพูดคุยเรื่องสำคัญ ตัวละครนั่งคุยกันบนพรมลายดอกไม้ ดูแล้วรู้สึกถึงความสงบแต่แฝงไปด้วยความตึงเครียด ในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ฉากแบบนี้ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว
ตัวละครในชุดสีขาวมีสีหน้าเคร่งขรึมแต่แฝงความกังวล ส่วนตัวละครในชุดชมพูดูมั่นใจแต่ก็มีแววเศร้าซ่อนอยู่ การเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อยในแต่ละเฟรมทำให้คนดูรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นโดยไม่ต้องมีคำบรรยาย โดยเฉพาะตอนที่ยืนขึ้นแล้วเดินออกไป สีหน้าเปลี่ยนจากสงบเป็นตัดสินใจแล้ว ดูแล้วรู้สึกอินมาก ในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด การแสดงแบบนี้ทำให้คนดูติดตามทุกฉาก
เครื่องประดับศีรษะของตัวละครทั้งสองคนสวยงามมาก มีดอกไม้ประดับ ไข่มุก และลูกปัดสีแดงที่ดูหรูหรา แต่ไม่เยอะเกินไปจนดูรกรุงรัง โดยเฉพาะของตัวละครในชุดขาวที่มีระย้าห้อยลงมาเวลาขยับหัวแล้วเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ ดูแล้วรู้สึกถึงความประณีตของคนทำเครื่องประดับ ในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด รายละเอียดแบบนี้ทำให้คนดูรู้สึกถึงความสำคัญของตัวละคร
ตอนที่ตัวละครในชุดชมพูยืนขึ้นแล้วเดินออกจากห้อง เป็นฉากที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก การเดินช้าๆ แต่มั่นคง สื่อถึงการตัดสินใจที่เด็ดขาด แสงที่ส่องจากด้านหลังทำให้เห็นเงาของตัวละครยาวบนพรม ดูแล้วรู้สึกเหมือนกำลังจบลงแต่ก็เริ่มต้นใหม่ ในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ฉากแบบนี้ทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้นว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
ตัวละครในชุดขาวดูเป็นผู้มีอำนาจแต่ก็มีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ ส่วนตัวละครในชุดชมพูดูเป็นผู้น้อยแต่ก็มีความมั่นใจในตัวเอง การแต่งกายและท่าทางของทั้งสองคนแตกต่างกันชัดเจน แต่กลับเข้ากันได้ดีในฉากเดียวกัน ดูแล้วรู้สึกถึงความสมดุลของพลังในเรื่องราว ในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ความแตกต่างแบบนี้ทำให้เรื่องน่าสนใจมากขึ้น