จากงานเลี้ยงที่ดูสงบกลับกลายเป็นสนามรบทางอารมณ์เมื่อชายชุดขนสัตว์แสดงอาการเจ็บปวดและยื่นผ้าเปื้อนเลือดให้หญิงสาวชุดขาว สีหน้าของฮ่องเต้ที่เปลี่ยนไปแสดงถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เรื่องราวในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ดำเนินเรื่องเร็วมากจนไม่กล้ากระพริบตา เดี๋ยวก็พลาดฉากสำคัญไป การแสดงของนักแสดงแต่ละคนสมจริงจนลืมไปเลยว่ากำลังดูซีรีส์อยู่
ต้องชื่นชมทีมคอสตูมในเรื่องลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ที่ใส่ใจรายละเอียดมาก ชุดสีขาวทองของนางเอกดูสูงส่งแต่แฝงความเปราะบาง ตัดกับชุดขนสัตว์ดิบๆ ของชายคนนั้นที่ดูแข็งกร้าวแต่ข้างในอ่อนโยน ฉากที่เขาชี้ไปที่ขาตัวเองแล้วทรุดลงทำให้รู้ว่าเขาบาดเจ็บสาหัสแค่ไหน การสื่อสารผ่านเครื่องแต่งกายและภาษากายทำได้ดีกว่าคำพูดเยอะเลย
ชอบฉากที่ทุกคนในงานเลี้ยงนิ่งเงียบขณะชายชุดขนสัตว์พยายามจะจากลา มีเพียงเสียงลมและสีหน้าที่บอกเล่าความในใจ หญิงสาวชุดขาวพยายามกลั้นน้ำตาแต่สุดท้ายก็แตกสลายตอนถูกกอด ฉากนี้ในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ไม่ต้องใช้บทพูดเยอะแต่กินใจมาก ฮ่องเต้ที่นั่งมองอยู่ห่างๆ ก็แสดงออกถึงความไร้พลังที่จะช่วยอะไรได้ ความอึดอัดนี้ทำให้คนดูหายใจไม่สะดวกไปตามๆ กัน
นึกว่าจะจบแบบหวานๆ แต่กลับกลายเป็นฉากบีบหัวใจเมื่อชายชุดขนสัตว์ตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อปกป้องหญิงสาวชุดขาว การที่เขาทรุดตัวลงและพยายามยืนหยัดทั้งที่เจ็บปวดแสดงให้เห็นถึงความรักที่เสียสละ เรื่องราวในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ไม่เคยทำให้เราเดาทางถูกเลยสักครั้ง ฉากจบที่ทหารถือดาบเข้ามาเพิ่มระดับความตื่นเต้นขึ้นไปอีกขั้น อยากดูต่อทันทีว่าใครจะเป็นผู้รอดชีวิต
แค่ดูสีหน้าของหญิงสาวชุดขาวตอนรับผ้าเปื้อนเลือดก็รู้เลยว่าใจเธอแตกสลายแค่ไหน ไม่ต้องร้องไห้ออกมาก็สื่อความเจ็บปวดได้ชัดเจน ชายชุดขนสัตว์เองก็แสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องเธอแม้ต้องแลกด้วยชีวิต ฉากเหล่านี้ในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด พิสูจน์แล้วว่านักแสดงนำมีฝีมือระดับเทพ การถ่ายทอดอารมณ์ผ่านสายตาทำให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ