ตัวละครแม่ทัพที่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์ในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ดูมีเสน่ห์และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ท่าทางที่ดูสบายๆ แต่แววตากลับคมกริบเหมือนเหยี่ยวที่กำลังจ้องหาเหยื่อ การที่เขาหยิบจอกเหล้าขึ้นมาดื่มอย่างช้าๆ แสดงถึงความมั่นใจและอำนาจที่เขามีอยู่เหนือคนอื่นในศาลา ฉากนี้ทำให้รู้ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ ต้องจับตาดูบทบาทของเขาต่อไป
ต้องยกนิ้วให้กับการออกแบบเครื่องแต่งกายในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด โดยเฉพาะชุดขององค์หญิงในโทนสีทองที่ดูหรูหราและสง่างามมาก เครื่องประดับศีรษะที่วิจิตรบรรจงเข้ากับใบหน้าอันงดงามของเธออย่างลงตัว แม้เธอจะนั่งนิ่งๆ ไม่พูดจา แต่สายตาที่มองไปข้างหน้าก็สื่ออารมณ์ได้ชัดเจนว่าเธอกำลังกังวลหรือคิดอะไรบางอย่างอยู่ ความงามแบบนี้หาชมได้ยากจริงๆ
สีหน้าของฮ่องเต้หนุ่มในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด บอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าคำพูดร้อยประโยค เขาต้องแบกรับความกดดันจากการที่ต้องนั่งเป็นประธานในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยศัตรูที่แฝงตัวมาในคราบมิตร การที่เขาพยายามรักษาอาการสงบเสงี่ยมแต่แววตากลับตื่นตระหนกเล็กน้อย ทำให้คนดูอย่างเรารู้สึกเห็นใจและเอาใจช่วยเขาอย่างมาก อยากรู้ว่าเขาจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร
ช่วงที่มีฉากตัดสลับไปยังห้องมืดๆ ที่มีแสงเทียนสลัวในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ทำให้เรื่องราวน่าสนใจขึ้นไปอีกขั้น การที่ตัวละครอย่างแม่ทัพเสื้อขนสัตว์ปรากฏตัวในฉากนั้นด้วยท่าทางที่ดูเคร่งขรึมและกำลังดื่มสุราคนเดียว ชวนให้สงสัยว่าเขากำลังวางแผนอะไรอยู่ หรือกำลังรำลึกถึงอดีตที่เจ็บปวดกันแน่ แสงและเงาในฉากนี้ทำออกมาได้ดีมาก ช่วยสร้างบรรยากาศลึกลับได้สมบูรณ์แบบ
สิ่งที่ชอบที่สุดในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด คือการสังเกตปฏิกิริยาของขุนนางแต่ละคนที่นั่งอยู่ในงานเลี้ยง บางคนทำท่าทางเคารพนบนอบแต่สายตาเหลือบมองไปมา บางคนนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้นแต่มือกำจอกเหล้าแน่น ทุกการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ การแสดงของนักแสดงสมทบแต่ละคนทำได้ดีมาก ทำให้ฉากนี้ดูมีชีวิตชีวาและสมจริงเหมือนเราไปยืนแอบดูอยู่จริงๆ