ฉากที่องค์ชายเดินออกมาท่ามกลางสายฝนดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง ร่มสีเหลืองที่โดดเด่นท่ามกลางโทนสีหม่นเปรียบเสมือนความหวังเพียงเล็กน้อยในวังที่มืดมน การที่องค์ชายมีสีหน้าเจ็บปวดแต่ยังคงเดินต่อไปอย่างมั่นคง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ ในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ฝนมักจะมาพร้อมกับความจริงที่เปิดเผย
ฉากที่ชายฉกรรจ์หัวเราะอย่างบ้าคลั่งขณะข่มขู่หญิงสาว ช่างแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่ไร้มนุษยธรรมในวังหลวงอย่างชัดเจน แสงเงาที่เล่นบนใบหน้าของเขาทำให้ดูน่ากลัวเป็นสองเท่า ในขณะที่หญิงสาวได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ความตึงเครียดในฉากนี้ของลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ทำเอาคนดูต้องกำหมัดแน่นด้วยความสงสารและโกรธแค้น
ประทับใจการแสดงผ่านสายตาของนักแสดงนำมาก โดยเฉพาะฉากที่องค์ชายมองไปข้างหน้าด้วยแววตาที่ว่างเปล่าแต่แฝงด้วยความเจ็บปวด ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็สื่ออารมณ์ได้ครบถ้วน การตัดสลับระหว่างฉากในอดีตที่โหดร้ายกับปัจจุบันที่ดูสงบแต่ตึงเครียด ทำให้เรื่องลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด มีมิติและน่าค้นหาว่าความจริงคืออะไรกันแน่
ฉากเปิดเรื่องช่างกดดันจนหายใจไม่ออก การแสดงของตัวร้ายที่เปลี่ยนจากสีหน้าเรียบเฉยเป็นรอยยิ้มวิปริตขณะถือแส้ช่างน่าขนลุก ยิ่งตัดภาพมาที่หญิงสาวที่ก้มหน้าสั่นเทา ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกเจ็บปวดแทน ในซีรีส์ลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ฉากแบบนี้ทำให้รู้ว่าอำนาจในวังหลวงนั้นอันตรายแค่ไหน ใครที่คิดจะต่อกรต้องเตรียมใจไว้เลย
ภาพขององค์ชายที่เดินท่ามกลางสายฝนพร้อมร่มเหลือง ตัดกับดวงตาที่แดงก่ำบอกเล่าเรื่องราวความทุกข์ทรมานภายในใจได้โดยไม่ต้องพูดสักคำ ชุดมังกรสีทองดูสง่างามแต่กลับดูโดดเดี่ยวอย่างน่าใจหาย การเดินเรื่องในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ช่วงนี้ทำได้ดีมาก ใช้สายตาถ่ายทอดอารมณ์ได้ลึกซึ้งจนคนดูอยากเข้าไปกอดให้กำลังใจ