ต้องชื่นชมทีมคอสตูมที่จัดเต็มมาก ชุดสีฟ้าอ่อนลายเกล็ดปลาของนางรองดูแพงและสง่างาม ตัดกับชุดสีเขียวเรียบๆ ของนางเอกที่ดูบริสุทธิ์แต่กลับต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ ฉากในห้องโถงที่ทุกคนคุกเข่าต่อหน้าบัลลังก์ทอง ยิ่งเน้นให้เห็นลำดับชั้นทางสังคมชัดเจน ความขัดแย้งระหว่างหญิงสองคนนี้น่าสนใจมาก เหมือนไฟกับน้ำที่เข้ากันไม่ได้ ดูในแอปเน็ตชอร์ตแล้วติดหนึบจนไม่อยากกดข้ามฉากไหนเลย
ซีนที่ฮ่องเต้จ้องมองหญิงสาวที่กำลังถูกทำโทษ สายตานั้นไม่ได้แสดงความเมตตาเลยแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและตัดสิน ช่างเป็นบทบาทที่แสดงออกถึงอำนาจเบ็ดเสร็จได้อย่างน่ากลัว ส่วนหญิงสาวในชุดสีเขียวที่ถูกดึงตัวไปร้องไห้แทบขาดใจ แต่กลับมีฉากที่ยิ้มทั้งน้ำตาให้คนอื่นเห็นอีก มันซับซ้อนและเจ็บปวดมาก ดูแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ เนื้อหาในลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด ทำได้ดีมากในการขยี้ปมดราม่า
ฉากที่ชายใส่หมวกดำถือแส้เดินเข้ามา ช่างสร้างความรู้สึกลุ้นระทึกได้ทันที เหมือนรู้ว่ากำลังจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับหญิงสาวตรงหน้า การตัดสลับระหว่างหน้าของฮ่องเต้ที่นิ่งเฉย กับหน้าของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ยิ่งทำให้เรื่องราวเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเธอทำผิดอะไรแต่ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัวเลย ดูแล้วรู้สึกสงสารจับใจ อยากจะกระโดดเข้าไปช่วยเธอจริงๆ การเล่าเรื่องในแอปเน็ตชอร์ตรวดเร็วและกระชับมาก
ชอบฉากที่หญิงสาวในชุดสีเขียวพยายามยิ้มทั้งที่สถานการณ์รอบตัวเลวร้ายมาก มันแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งภายในใจที่อยากจะปกป้องใครบางคน หรืออาจจะแค่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา การแสดงของนักแสดงนำหญิงคนนี้ละเอียดอ่อนมาก แค่ขยับมุมปากหรือกระพริบตาก็สื่ออารมณ์ได้หมดจด ฉากที่เธอถูกดึงตัวไปแล้วยังหันมามองคนอื่นด้วยสายตาอ้อนวอน ช่างทำให้คนดูใจสลายจริงๆ ดูเรื่องลิขิตชะตา นิยายนี้ข้าต้องรอด แล้วรู้สึกอินกับตัวละครมาก
ฉากในห้องโถงที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยม่านสีทองและพรมลายดอกไม้ กลับกลายเป็นสถานที่ที่เย็นชาที่สุดเมื่อฮ่องเต้สั่งลงโทษคน การนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงส่งแต่กลับไม่มีมนุษย์ธรรมเลยแม้แต่น้อย ช่างเป็นภาพที่สะท้อนอำนาจที่ไร้หัวใจได้ดีมาก หญิงสาวสองคนที่คุกเข่าอยู่ด้านล่างดูเหมือนมดปลวกในสายตาของผู้มีอำนาจ เรื่องราวแบบนี้ทำให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับความยุติธรรมในวังหลวงจริงๆ ดูในแอปเน็ตชอร์ตแล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาไปอยู่ในยุคโบราณจริงๆ