ไม่ใช่แค่ความรักสามเส้าธรรมดา แต่คือความเจ็บปวดที่มองเห็นได้ชัดจากแววตา ชายชุดเบจที่พยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับถูกเมินเฉย ในขณะที่คู่รักอีกคู่ยืนกอดกันแน่น ฉากนี้ใน อยากพาเธอกลับบ้าน สะท้อนความจริงของความรักได้ดีว่า บางครั้งการมีอยู่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้รับเลือก ความเงียบของพระรองดังกว่าเสียงตะโกนใดๆ
ต้องชื่นชมคอสตูมในเรื่อง อยากพาเธอกลับบ้าน ที่สื่อคาแรคเตอร์ได้ชัดเจน นางเอกในชุดสีพาสเทลดูอ่อนโยนและเปราะบาง พระเอกในโทนครูมดูอบอุ่นและมั่นคง ส่วนพระรองในชุดสีเบจดูสะอาดแต่ก็โดดเดี่ยว เสื้อผ้าไม่ได้แค่สวยงามแต่ยังช่วยเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของทั้งสามคนได้อย่างลงตัวโดยไม่ต้องใช้คำพูด
ฉากที่นางเอกหันหลังเดินจากไปพร้อมกับพระเอก ทิ้งให้ชายอีกคนยืนมองตามนั้นช่างสะเทือนใจ การตัดสินใจของเธอชัดเจนแต่ก็ทิ้งรอยแผลไว้ให้คนข้างหลัง เรื่อง อยากพาเธอกลับบ้าน เล่นกับความรู้สึกคนดูได้ดีมาก ทำให้เราตั้งคำถามว่าถ้าเป็นเรา จะเลือกคนที่รักเราที่สุด หรือคนที่เรารักที่สุดกันแน่
ชอบมากที่เรื่อง อยากพาเธอกลับบ้าน ใช้ภาษากายในการเล่าเรื่องแทนบทพูดยาวๆ สีหน้าของพระรองตอนลุกขึ้นจากพื้น สายตาที่มองตามคู่รักที่เดินจากไป มันสื่อความหมายได้มากกว่าคำพูดพันคำ การแสดงของนักแสดงทั้งสามคนธรรมชาติมาก ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังแอบมองชีวิตจริงของคนอื่นอยู่
โลเคชั่นริมแม่น้ำที่มีฉากหลังเป็นเมืองใหญ่ช่วยเสริมอารมณ์เหงาของเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม แสงแดดที่สดใสกลับตัดกับความหม่นหมองในใจตัวละคร ฉากใน อยากพาเธอกลับบ้าน นี้ใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องสะท้อนอารมณ์มนุษย์ได้ดีมาก ลมที่พัดผ่านผมของนางเอกดูเหมือนจะพัดพาความทรงจำเก่าๆ ไปพร้อมกับเธอ