แค่ฉากเปิดเรื่องที่พระเอกในเสื้อสีแดงเข้ามาโอบเอวนางเอกในชุดกระโปรงสีเขียว ก็รู้แล้วว่าคู่นี้เคมีแรงมาก สายตาที่เขามองเธอเต็มไปด้วยความห่วงใยและความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในขณะที่เธอก็พยายามทำตัวเข้มแข็งแต่แววตาก็บอกว่าหวั่นไหว เนื้อเรื่องใน อยากพาเธอกลับบ้าน เล่นกับอารมณ์คนดูได้ดีมาก ทำให้เราเอาใจช่วยพวกเขาแบบไม่รู้ตัว
ใครจะคิดว่าตัวเลขที่เขียนไว้บนแขนจะเป็นเบาะแสสำคัญที่เชื่อมโยงอดีตของทั้งสองคนเข้าด้วยกัน ฉากที่เธอพยายามจำเบอร์โทรศัพท์แล้วโทรไปหาเขา มันคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น พระเอกที่ดูเย็นชาแต่จริงๆ แล้วใส่ใจทุกรายละเอียด การดำเนินเรื่องใน อยากพาเธอกลับบ้าน เร็วและกระชับ ไม่ยืดเยื้อ ทำให้คนดูติดหนึบทุกตอน
ฉากในห้องน้ำที่เธอค้นพบความลับบนแขนของตัวเอง มันสร้างบรรยากาศที่ลึกลับและน่าค้นหาได้ดีมาก แสงสว่างที่ส่องกระทบกระจกและเงาสะท้อนทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังแอบดูความลับบางอย่างร่วมกับเธอ การที่พระเอกมาปรากฏตัวในจังหวะที่เธอโทรหาเขาพอดี มันคือความบังเอิญที่ดูเหมือนโชคชะตากำหนดไว้ใน อยากพาเธอกลับบ้าน
นางเอกแสดงอารมณ์ได้หลากหลายมาก ตั้งแต่ความสับสนตอนเห็นตัวเลขบนแขน ไปจนถึงความตกใจเมื่อโทรแล้วพระเอกรับสายทันที สีหน้าและแววตาของเธอสื่อออกมาได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ ในขณะที่พระเอกก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษที่ซ่อนความกังวลไว้ได้อย่างแนบเนียน เรื่องราวใน อยากพาเธอกลับบ้าน ทำให้เราเห็นมิติของตัวละครที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
การที่พระเอกจำเบอร์โทรศัพท์ของเธอได้แม้จะผ่านไปนาน หรือการที่เขาพยายามหาของในห้องนอนเพื่อเตรียม เซอร์ไพรส์ ให้เธอ มันคือความโรแมนติกที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ฉากที่เธอโทรหาเขาแล้วเขารับสายทันทีโดยไม่รู้ตัวว่าเธออยู่ใกล้ๆ มันช่างน่าตื่นเต้นและหวานซึ้งมาก อยากพาเธอกลับบ้าน เป็นเรื่องที่เติมเต็มความหวังในเรื่องความรักได้ดีจริงๆ