ต้องยอมรับว่าเคมีระหว่างคู่พระนางในเรื่อง (พากย์เสียง) เหนือราชันคืนบัลลังก์รัก นั้นเข้ากันได้ดีมาก แม้บทจะให้ทะเลาะกันแต่สายตาที่ส่งให้กันมันมีอะไรซ่อนอยู่ ฉากที่นางเอกผลักพระเอกแล้ววิ่งหนีไป ไม่ใช่แค่ความกลัวแต่ดูเหมือนการหยอกล้อมากกว่า พระเอกที่วิ่งตามไปพร้อมสีหน้าตกใจยิ่งทำให้คนดูอยากเอาใจช่วย ให้คะแนนเต็มสำหรับการแสดงที่ธรรมชาติมาก
ผู้กำกับฉากนี้ใน (พากย์เสียง) เหนือราชันคืนบัลลังก์รัก เก่งมากในการใช้มุมกล้องเก็บรายละเอียด โดยเฉพาะตอนซูมเข้าไปที่หน้าพระเอกตอนได้ยินข่าวร้าย แล้วตัดมาที่หน้านางเอกที่นิ่งสงบ ความต่างของอารมณ์สองขั้วนี้สื่อสารออกมาได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แสงเงาในฉากกลางคืนก็ช่วยเสริมบรรยากาศความลึกลับได้ดี ทำให้คนดูติดหนึบไม่ยอมเปลี่ยนช่อง
แม้จะเป็นชุดโบราณแต่บทพูดใน (พากย์เสียง) เหนือราชันคืนบัลลังก์รัก กลับมีความทันสมัยและเข้าถึงง่ายมาก ประโยคที่พระเอกพูดว่า 'ข้าสาปบุรุษสุ่นัขของนาง' แล้วทำท่าทางประกอบคือความพีคที่คาดไม่ถึง มันผสมผสานระหว่างความขลังของยุคสมัยกับความฮาแบบยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว ทำให้ดูแล้วไม่รู้สึกอึดอัดกับภาษาโบราณจนเกินไป สนุกจนอยากดูต่อทันที
ฉากจบที่พระเอกวิ่งตามนางเอกไปใน (พากย์เสียง) เหนือราชันคืนบัลลังก์รัก ทิ้งปมไว้ให้คนดูสงสัยว่าจริงๆ แล้วเรื่องร้ายแรงที่เขาพูดถึงคืออะไรกันแน่ การที่นางเอกดูเหมือนจะรู้ความลับบางอย่างแต่ไม่ยอมบอก ยิ่งทำให้ความอยากรู้อยากเห็นพุ่งปรี๊ด การตัดต่อที่รวดเร็วในช่วงท้ายช่วยเร่งจังหวะหัวใจคนดูได้ดีมาก เป็นตอนที่ทำให้ต้องกดติดตามเพื่อรอชมตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
ฉากนี้ใน (พากย์เสียง) เหนือราชันคืนบัลลังก์รัก ทำเอาฉันขำจนน้ำตาไหล ความพยายามของพระเอกที่จะอธิบายเรื่องร้ายแรงด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ตัดกับท่าทางเบื่อหน่ายของนางเอกที่ดูเหมือนจะรู้ทันเกมทั้งหมด การแสดงออกทางสีตาของพระเอกที่กว้างโพลงตอนถูกผลัก คือจุดขายที่ทำให้ฉากดราม่ากลายเป็นคอมเมดี้ชั้นดี ดูแล้วรู้สึกผ่อนคลายมาก