ชอบวิธีการเล่าเรื่องที่ใช้ภาพแทนคำพูดเยอะมาก โดยเฉพาะฉากที่แม่กรีดร้องในความมืดตัดกับฉากปัจจุบันที่ทุกคนนั่งนิ่งๆ เหมือนเวลาหยุดเดิน พระเอกพยายามเก็บอาการแต่สายตาบอกทุกอย่างว่าเขารู้ความจริงแล้ว ฉากที่เขายื่นมือไปจับแขนนางเอกตอนเธอจะลุกหนี มันสื่อถึงความพยายามจะรั้งไว้ทั้งความจริงและความสัมพันธ์ ดูแล้วจุกอกมากสำหรับ รักที่ไปไม่ถึง ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวกับอดีตที่ตามหลอกหลอนคนรุ่นปัจจุบัน
พล็อตเรื่องน่าสนใจมากที่เชื่อมโยงเหตุการณ์เมื่อ ยี่สิบ ปีก่อนเข้ากับปัจจุบันผ่านรูปถ่ายใบเดียว การที่พระเอกจ้างคนไปสืบจนได้รูปมา มันแสดงให้เห็นว่าเขาไม่สบายใจมานานแล้ว ฉากย้อนอดีต ที่เด็กน้อยทำลูกบอลตกแล้วแม่ต้องวิ่งตามหา มันดูเหมือนเรื่องปกติแต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม การแสดงของนางเอกตอนนั่งฟังพระเอกพูดแล้วน้ำตาคลอเบ้า มันทำให้คนดูรู้สึกเจ็บปวดไปด้วย อยากรู้จริงๆ ว่าจุดจบของ รักที่ไปไม่ถึง จะออกมาเป็นแบบไหน
ต้องชมทีมสร้างเรื่องการจัดแสงและโทนสี ฉากออฟฟิศใช้โทนเย็นดูห่างเหิน ตัดกับฉากย้อนอดีต ที่ดูหม่นหมัวน่ากลัว โดยเฉพาะฉากที่แม่วิ่งหาเด็กในความมืด มันหลอนและน่าสงสารมาก พอกลับมาฉากปัจจุบันที่ร้านอาหาร แสงนวลๆ กลับยิ่งทำให้ดราม่าดูหนักขึ้น พระเอกพยายามอธิบายแต่นางเอกดูจะไม่ยอมรับความจริง การที่เรื่องราวดำเนินไปช้าๆ แต่เต็มไปด้วยอารมณ์แบบนี้ ทำให้ รักที่ไปไม่ถึง เป็นซีรีส์ที่ดูแล้วต้องหยุดพักหายใจบ่อยๆ
ดูแล้วรู้สึกสงสารทุกตัวละครเลย พระเอกที่พยายามค้นหาความจริงก็ทรมาน นางเอกที่ต้องมารับรู้ความจริงก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน ฉากที่พระเอกยื่นเอกสารให้นางเอกแล้วเธอทำท่าจะเดินหนี แต่มือเขาคว้าไว้ทัน มันคือสัญลักษณ์ของความพยายามจะแก้ไขอดีตที่ผิดพลาด เรื่องราวใน รักที่ไปไม่ถึง ไม่ใช่แค่ความรักแต่เป็นเรื่องของครอบครัวและความรับผิดชอบ การแสดงสีหน้าของนางเอกตอนรู้ความจริง มันสื่อออกมาได้ดีมากว่าเธอช็อกแค่ไหน
ฉากเปิดเรื่องในออฟฟิศดูเรียบหรูแต่แฝงความกดดัน เมื่อพระเอกได้รับรูปถ่ายเก่าๆ สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที เหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนกลับสู่อดีต การตัดสลับไปยังฉากย้อนอดีต เมื่อ ยี่สิบ ปีก่อนที่ทำเอาใจสั่น แม่กับลูกสาวตัวน้อยเดินจับมือกันท่ามกลางความมืดมิด ช่างเป็นภาพที่ทั้งอบอุ่นและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เรื่องราวใน รักที่ไปไม่ถึง ดูจะซับซ้อนกว่าที่คิด แค่เห็นแววตาของนางเอกตอนนั่งคุยกันในร้านอาหารก็รู้แล้วว่าความลับนี้กำลังจะระเบิดออกมา