ฉากจบที่ทุกคนนอนกองอยู่กับพื้นเลือดเต็มไปหมด ช่างเป็นภาพที่สะเทือนใจมาก เรื่องราวในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง พาเราเดินทางผ่านความโกรธแค้นจนมาถึงจุดที่ไม่มีทางย้อนกลับ การที่ตัวละครต้องสูญเสียขนาดนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ มันคุ้มค่าแล้วหรือยัง? ภาพสุดท้ายที่ชายคนนั้นยืนถือร่มท่ามกลางฝน มันสื่อถึงความว่างเปล่าที่เหลืออยู่ได้ดีมาก
ถึงจะถูกจับมัดและตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ แต่ตัวละครหญิงในเรื่องสาวน้อยผู้เชื่อฟัง ก็ไม่เคยแสดงออกถึงความอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย ฉากที่เธอใช้มีดขู่คนร้ายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง มันทรงพลังมาก การที่เธอต้องปกป้องตัวเองและคนที่รักในสภาพแบบนี้ ทำให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของผู้หญิงยุคใหม่
พล็อตเรื่องในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง เล่นกับความรู้สึกคนดูได้ดีมาก ฉากที่ตัวร้ายหัวเราะเยาะขณะถูกทำร้าย มันแสดงให้เห็นถึงความวิปริตในจิตใจที่สะสมมานาน การต่อสู้ในโกดังไม่ใช่แค่การเอาตัวรอด แต่เป็นการชำระบัญชีเก่าที่ค้างคา ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นว่าความแค้นไม่เคยสร้างอะไรดีๆ เลย มีแต่ความสูญเสียที่เหลืออยู่
ฉากย้อนอดีตในบ้านจีนโบราณช่างตัดกับปัจจุบันอย่างน่าใจหาย การที่ชายวัยกลางคนต้องมาคุกเข่าขอความเมตตาจากหญิงชราผู้เป็นแม่ บ่งบอกถึงปมในใจที่แก้ไม่ตก เรื่องราวในสาวน้อยผู้เชื่อฟังไม่ได้มีแค่การต่อสู้ด้วยกำลัง แต่เป็นการต่อสู้ทางจิตใจที่รุนแรงไม่แพ้กัน รอยยิ้มที่ฝืนทำตอนถูกทำร้ายมันเจ็บปวดกว่าการร้องไห้เสียอีก
ชอบการแสดงออกทางสีหน้าของนางเอกมาก โดยเฉพาะตอนที่ถูกจับเป็นตัวประกันแต่สายตายังคงมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้แม้สถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน ในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง การสื่อสารผ่านสายตาสำคัญกว่าบทพูดเสียอีก ฉากที่เธอจ้องมองคนร้ายแล้วค่อยๆ ยิ้มมุมปาก มันทำให้รู้ว่าเธอมีแผนอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ น่าติดตามสุดๆ