ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แค่สายตาก็เล่าเรื่องได้หมดแล้ว โดยเฉพาะฉากที่พระเอกมองนางเอกที่กำลังวาดรูปอย่างบ้าคลั่ง มันมีความเป็นห่วงปนกับความเข้าใจที่ลึกซึ้งมาก การตัดสลับระหว่างภาพวาดที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสงบเป็นวุ่นวาย กับสีหน้าที่เปลี่ยนไปของตัวละคร ทำให้คนดูรู้สึกตามไปด้วยจริงๆ สาวน้อยผู้เชื่อฟัง เรื่องนี้เล่นกับอารมณ์คนดูเก่งมาก ฉากกอดตอนจบคือจุดพีคที่ทำเอาจุกอก
ชอบไอเดียที่ใช้การวาดรูปเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ของตัวละคร นางเอกที่ดูภายนอกสงบแต่ข้างในพังทลาย การที่เธอขีดเขียนตัวหนังสือสีแดงทับไปมาจนเละเทะ มันเหมือนการกรีดร้องออกมาผ่านงานศิลป์ พระเอกที่พยายามจะเข้าไปหยุดแต่ก็ทำได้แค่ยืนมองจนทนไม่ไหวต้องลงไปกอด ฉากนี้ในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง สะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนได้ดีมาก ดูแล้วรู้สึกอยากเข้าไปปลอบทั้งสองคนเลย
โทนสีของเรื่องนี้สวยมาก โดยเฉพาะการใช้แสงสีฟ้าและสีแดงตัดกัน ฉากที่นางเอกวาดรูปในห้องโถงใหญ่ที่มีรูปปั้นและภาพวาดเก่าๆ อยู่รอบๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืนที่เงียบสงัด พระเอกในชุดดำดูเท่มากที่ยืนพิงระเบียงมองลงมา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง ดูเหมือนจะมีปมในอดีตที่เกี่ยวข้องกับภาพวาดเหล่านั้น อยากทราบตอนต่อไปมากๆ ว่าสรุปแล้วเกิดอะไรขึ้น
เรื่องนี้อาจจะไม่มีบทพูดเยอะ แต่ความเงียบในแต่ละฉากกลับทรงพลังมาก เสียงพู่กันขีดเขียนบนกระดาษ เสียงลมหายใจ และเสียงดนตรีคลอเบาๆ ช่วยดึงอารมณ์คนดูได้สุดๆ ฉากที่พระเอกน้ำตาไหลโดยไม่มีเสียงร้องไห้ มันเจ็บปวดกว่าฉากด่าทอเสียอีก สาวน้อยผู้เชื่อฟัง เป็นเรื่องที่บอกเล่าความเจ็บปวดผ่านภาษากายและสีหน้าได้ยอดเยี่ยมมาก ใครที่มองหาซีรีส์ที่เน้นการแสดงมากกว่าบทพูด แนะนำเรื่องนี้เลย
หลังจากที่นางเอกวาดรูปจนหมดแรงและดูเหมือนจะสติแตก พระเอกก็ลงมาโอบกอดเธอไว้แน่น ฉากนี้คือความอบอุ่นท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมด มันเหมือนเป็นการบอกว่าไม่ว่าเธอจะทำอะไรหรือจะเป็นยังไง เขาก็จะอยู่ข้างๆ เสมอ ความสัมพันธ์ในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง มันไม่ใช่แค่ความรักแต่เป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งมาก ฉากจบที่ทั้งสองยืนกอดกันท่ามกลางภาพวาดที่เละเทะ คือภาพที่สวยและเศร้าในเวลาเดียวกัน