ชอบฉากที่เธอพยายามยกเวทแต่ไม่ไหว แล้วเขาเข้ามาช่วยประคองบาร์เบลให้ มันสื่อถึงความไว้ใจได้ดีมาก ในเรื่องสาวน้อยผู้เชื่อฟัง ฉากพวกนี้ทำให้เห็นพัฒนาการของตัวละครว่าเธอพยายามเข้มแข็งแค่ไหน และการที่เขาคอยอยู่ข้างๆ ตลอดเวลาทำให้คนดูรู้สึกปลอดภัยไปกับตัวละครด้วย การแสดงสีหน้าตอนเหนื่อยของนางเอกสมจริงมาก
ฉากซ้อมเตะเป้าในกรงเหล็กคือจุดพีคของเรื่องนี้จริงๆ เสียงกระทบของเท้ากับเป้าดังสนั่นไปทั้งยิม แต่สิ่งที่ดึงดูดกว่าคือสายตาของพระเอกที่จ้องมองเธอไม่กระพริบ ในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง ฉากแอ็คชั่นไม่ได้มีไว้โชว์พลังอย่างเดียว แต่มีไว้โชว์ความผูกพันด้วย ตอนเธอเตะพลาดแล้วเขารีบเข้าไปดูอาการคือโมเมนต์ที่ทำให้ใจละลายเลย
ช่วงท้ายเรื่องที่ทั้งคู่ นั่งพักเหนื่อยข้างกรงเหล็ก ไม่มีบทพูดเยอะแยะ แต่การที่เขา递交ขวดน้ำให้และเธอก็รับไปดื่มเงียบๆ มันสื่อความหมายได้ลึกซึ้งมาก ในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง การสื่อสารผ่านภาษากายแบบนี้ทำให้คนดูต้องตีความเอาเองว่าพวกเขารู้สึกยังไงต่อกัน แสงไฟสลัวๆ ในยิมยิ่งช่วยเสริมบรรยากาศโรแมนติกแบบเหงาๆ ได้ดีมาก
ฉากที่เขายื่นมือถือให้เธอตอนนั่งพัก เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่น่าสนใจมากในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง มันเหมือนเป็นการบอกเป็นนัยว่าเขาอยากให้เธอติดต่อเขา หรืออาจจะแค่อยากแบ่งปันอะไรบางอย่างให้เธอรู้ การที่เธอรับโทรศัพท์มาแล้วมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทำให้คนดูสงสัยว่าข้อความนั้นคืออะไร เป็นพล็อตย่อยที่ทำให้เรื่องน่าติดตามขึ้นเยอะเลย
การออกแบบเครื่องแต่งกายในเรื่องสาวน้อยผู้เชื่อฟังทำได้ดีมาก ชุดโดบกิสีขาวสะอาดตัดกับสายคาดเอวสีดำของนางเอก สื่อถึงความบริสุทธิ์แต่ก็เข้มแข็ง ในขณะที่พระเอกใส่เสื้อสีเทาเข้มดูเป็นผู้ใหญ่และน่าพึ่งพา เวลาทั้งคู่ยืนคู่กันในยิมที่มีแสงไฟส่องลงมา มันเหมือนภาพวาดที่มีชีวิตจริงๆ ความสวยงามทางสายตาทำให้การดูเรื่องนี้เป็นความสุขอย่างหนึ่ง