ฉากที่หญิงสาววาดรูปกะโหลกทับลงบนภาพคู่บ่าวสาวเป็นอะไรที่ช็อกและทรงพลังมาก มันเหมือนเป็นการประกาศว่าความรักครั้งนี้ต้องจบลงด้วยความสูญเสีย หรืออาจจะเป็นคำสาปแช่งจากคนที่รักไม่สมหวัง การตัดสลับระหว่างฉากงานแต่งที่สดใสกับฉากวาดรูปที่มืดหม่น สร้างความขัดแย้งที่ดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี ดูแล้วรู้สึกหนาวสันหลังวาบไปกับพล็อตของสาวน้อยผู้เชื่อฟัง ที่ไม่ธรรมดาเลย
ชุดกี่เพ้าสีขาวของนางเอกเข้ากันได้ดีกับบรรยากาศที่ดูเย็นชาแต่สวยงาม ผมชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างปิ่นปักผมและรองเท้าส้นสูงที่เข้าชุดกัน เธอเดินผ่านโถงงานแต่งไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับเป็นวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ ความสวยงามของเธอตัดกับความโศกเศร้าในใจอย่างน่าใจหาย การดำเนินเรื่องในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง เน้นการใช้ภาพเล่าเรื่องมากกว่าคำพูด ซึ่งทำออกมาได้ละมุนและลึกซึ้งมาก
ฉากที่ชายหนุ่มยืนอยู่บนระเบียงส่วนหญิงสาวอยู่ด้านล่าง เป็นสัญลักษณ์ของระยะห่างที่พวกเขาไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ แม้จะมองเห็นกันแต่ก็เอื้อมไม่ถึง การที่เขาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะที่เธอกำลังสร้างสรรค์งานศิลปะ แสดงถึงวิธีจัดการกับความเจ็บปวดที่แตกต่างกัน คนหนึ่งเลือกที่จะลืม อีกคนเลือกที่จะจดจำผ่านภาพวาด เนื้อหาในสาวน้อยผู้เชื่อฟัง สะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนได้เก่งมาก
การที่เรื่องราวดำเนินไปพร้อมกับภาพวาดที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากภาพรักเป็นภาพความตาย ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังดูนาฬิกาถอยหลังสู่หายนะ ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะรู้ทุกอย่างแต่เลือกที่จะนิ่งเงียบ ยิ่งทำให้เรื่องราวมีความลึกลับน่าค้นหา ฉากจบที่เขามองมาที่เธอพร้อมแววตาที่บอกไม่ถูกว่าเป็นรักหรือแค้น ทิ้งปมไว้ให้คนดูคิดต่อเยอะมาก ดูสาวน้อยผู้เชื่อฟัง แล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ละครรักทั่วไปแน่นอน
ชอบมุมกล้องที่จับอารมณ์ตัวละครมาก โดยเฉพาะฉากที่ชายหนุ่มในชุดดำยืนถือแก้วไวน์มองลงมาที่โถงจัดงาน สายตาของเขาไม่ได้แสดงความยินดี แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอาลัย ในขณะที่หญิงสาวที่กำลังวาดรูปก็ดูเหมือนจะรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น การแสดงออกทางสีหน้าของนักแสดงในเรื่องสาวน้อยผู้เชื่อฟัง ทำได้ดีมากจนคนดูรู้สึกอินไปกับความเงียบงันที่ดังกว่าเสียงใดๆ