สิ่งที่ทำให้ สาวน้อยผู้เชื่อฟัง น่าติดตามคือความตึงเครียดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จากฉากที่นางเอกนั่งกอดเข่าสั่นเทา ไปจนถึงฉากที่เธอถูกดึงผมและถูกเหยียบหลัง ความเจ็บปวดที่สะสมมาทั้งหมดระเบิดออกมาในฉากสุดท้ายที่เธอไม่ยอมแพ้และสู้กลับ การเปลี่ยนผ่านจากน้ำตาเป็นแววตาที่มุ่งมั่นตอนบีบคอคนร้ายนั้นทรงพลังมาก ไม่ต้องใช้บทพูดเยอะก็สื่ออารมณ์ได้ครบถ้วน
ดูแล้วรู้สึกจุกอกกับฉากทรมานใน สาวน้อยผู้เชื่อฟัง แต่พอถึงตอนจบที่นางเอกกลับมากำชัยชนะ มันหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ฉากที่หญิงชุดแดงถูกโซ่รัดคอจนหน้าแดงก่ำและตาเหลือกนั้นช่างสาสมกับการกระทำก่อนหน้านี้จริงๆ การต่อสู้บนพื้นห้องที่ดูทุลักทุเลแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม ทำให้เราเอาใจช่วยนางเอกทุกวินาที เป็นตอนที่แสดงให้เห็นว่าแม้แต่คนที่ดูอ่อนแอที่สุดก็อันตรายได้ถ้าถูกบังคับจนมุม
ชอบวิธีการเล่าเรื่องใน สาวน้อยผู้เชื่อฟัง ที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเยอะ แต่ใช้ภาษากายบอกทุกอย่าง นางในชุดขาวดูเปราะบางเหมือนตุ๊กตาที่รอวันถูกทำลาย แต่แววตาตอนสุดท้ายที่จ้องมองศัตรูขณะบีบคอด้วยโซ่นั้น มันเปลี่ยนจากเหยื่อเป็นผู้ล่าอย่างสมบูรณ์ ฉากที่ตัวร้ายหยิบแส้ขึ้นมาแล้วกลับโดนโซ่ของตัวเองเล่นงาน เป็นบทเรียนราคาแพงที่ว่าอย่าประมาทคนที่จนตรอกเด็ดขาด
ต้องยอมรับว่างานภาพใน สาวน้อยผู้เชื่อฟัง สวยและโหดในเวลาเดียวกัน การใช้แสงเงาในห้องมืดๆ ช่วยขับเน้นอารมณ์กดดันได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะฉากที่นางเอกถูกกดหัวลงพื้น ดูทรมานจนอยากกระโดดเข้าไปช่วย แต่พอเธอใช้โซ่นั้นแหละเป็นอาวุธผูกคอคนร้าย มันคือความยุติธรรมที่ดิบที่สุด การแสดงของทั้งคู่กินกันไม่ลงจริงๆ โดยเฉพาะฉากใกล้ๆ ที่เห็นเหงื่อและความเจ็บปวดชัดเจนมาก
สัญลักษณ์ของโซ่ใน สาวน้อยผู้เชื่อฟัง นั้นน่าสนใจมาก ตอนแรกมันคือเครื่องพันธนาการที่แสดงถึงอำนาจเบ็ดเสร็จของหญิงชุดแดงที่คอยทุบตีและเหยียบย่ำ แต่ในวินาทีที่สถานการณ์พลิก โซ่เส้นเดิมกลับกลายเป็นเครื่องมือแห่งความตายที่นางเอกใช้จัดการคู่ต่อสู้ ฉากที่หญิงชุดแดงพยายามตะเกียกตะกายหายใจไม่ออกขณะที่ถูกบีบคอด้วยโซ่ของตัวเอง มันช่างเป็นภาพที่สะท้อนกฎแห่งกรรมได้ชัดเจนที่สุด