ใครจะคิดว่าคนอย่างอาเฉียงจะทำได้ลงคอ! ตอนที่เขายืนมองหลานซินร้องไห้แล้วหัวเราะออกมา มันช่างน่าขนลุกจนขนแขนลุกซู่ รอยยิ้มของเขาดูเหมือนปีศาจที่กำลังสนุกกับความทุกข์ทรมานของคนอื่น การแสดงของนักแสดงคนนี้ยอดเยี่ยมมากจนทำให้คนดูอยากกระโดดเข้าไปในจอเพื่อไปตบหน้าเขาจริงๆ ในซีรีส์นักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย ฉากนี้คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเห็นด้านมืดของมนุษย์อย่างชัดเจน
สิ่งที่ทำให้ฉากนี้ทรงพลังที่สุดไม่ใช่คำพูด แต่คือความเงียบของหลานซินตอนที่เธอมองดูเพื่อนเก่าทั้งสองคน เธอไม่ตะโกน ไม่ด่าทอ แต่เลือกที่จะเก็บความเจ็บปวดไว้ภายใน น้ำตาที่ไหลออกมาอย่างเงียบเชียบนั้นสื่ออารมณ์ได้รุนแรงกว่าการกรีดร้องใดๆ การแสดงสีหน้าของเธอบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้ดีมาก ในนักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย ฉากนี้สอนให้เรารู้ว่าบางครั้งความเงียบคือเสียงที่ดังที่สุด
กล่องของขวัญสีขาวที่อาเซียงยื่นให้นั้นไม่ใช่ของขวัญ แต่คือสัญลักษณ์ของการดูถูกและการลบหลู่ มันเหมือนกับการเอาความทรงจำดีๆ ในอดีตมาเหยียบย่ำต่อหน้าต่อตา หลานซินรับมันมาด้วยมือที่สั่นเทา เหมือนกำลังรับภาระหนักอึ้งที่เธอไม่ต้องการ ฉากนี้ในเรื่องนักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย ทำให้เราเห็นว่าการกระทำที่ดูเหมือนดีอาจซ่อนความชั่วร้ายไว้ข้างในได้
จากเพื่อนสนิทที่วิ่งเข้ามากอดกันด้วยความดีใจ กลายเป็นศัตรูที่มองหน้ากันไม่ติด ฉากนี้ในเรื่องนักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของมิตรภาพได้อย่างน่ากลัว อาเซียงที่เปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ กับอาเฉียงที่กลายเป็นปีศาจในคราบมนุษย์ ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าจริงๆ แล้วเราเคยรู้จักคนเหล่านี้ดีแค่ไหนกันแน่ ความเจ็บปวดของหลานซินคือความเจ็บปวดของทุกคนที่เคยถูกหักหลัง
ฉากที่อาเซียงและอาเฉียงมอบของขวัญให้หลานซินนั้นช่างน่าอึดอัดใจจริงๆ รอยยิ้มของอาเซียงดูปลอมจนน่ากลัว ส่วนอาเฉียงก็ยืนมองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เหมือนกำลังดูการแสดงตลก หลานซินรับกล่องของขวัญมาด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาที่ไหลออกมาบอกเล่าความเจ็บปวดในอดีตได้ดีกว่าคำพูดใดๆ ในเรื่องนักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย ฉากนี้ทำให้คนดูรู้สึกจุกอกไปกับความไม่เท่าเทียมของมิตรภาพที่ถูกทำลายลง