ชอบมากที่เรื่องนักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย ใช้เทคนิคภาพซ้อนเล่าอดีต เด็กน้อยที่ร้องไห้คนเดียวบนถนนตอนกลางคืน ช่างเป็นภาพที่สะเทือนใจและอธิบายปมในใจของตัวละครหลักได้ดีโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ การตัดสลับระหว่างความทรงจำอันเลวร้ายกับความจริงตรงหน้า ทำให้เข้าใจว่าทำไมเธอถึงดูเปราะบางขนาดนี้ ฉากนี้กินใจคนดูสุดๆ
ตัวละครหญิงที่ใช้ไม้เท้าในนักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย คือจุดเปลี่ยนของอารมณ์ในเรื่องจริงๆ รอยยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของเธอตอนจับมือเด็กสาว มันช่างตรงข้ามกับความหม่นหมองก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์แต่จิตใจเธอแข็งแกร่งมาก ฉากนี้ทำให้รู้สึกว่าไม่ว่าจะเจออะไรมา แค่มีคนเข้าใจก็พอแล้ว
ตอนรถหรูและกลุ่มคนชุดดำปรากฏตัวในนักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย บอกเลยว่าอิมแพคแรงมาก! จากฉากบ้านนอกที่ดูเรียบง่าย จู่ๆ ก็มีชายชุดน้ำเงินเดินนำทีมเข้ามาเหมือนเจ้าพ่อมาเฟีย ความขัดแย้งทางภาพระหว่างความจนกับความรวย มันกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นทันทีว่าเขามาทำไม และชายชุดเทาที่นั่งอยู่จะรับมือยังไง งานภาพสวยและดราม่าจัดเต็ม
ดูนักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย แล้วต้องขมวดคิ้วตามตัวละครชายชุดเทาเลย สีหน้ากังวลและท่าทางลังเลของเขาตอนเห็นกลุ่มคนแปลกหน้าเข้ามา บ่งบอกว่าเรื่องใหญ่กำลังจะเกิด การที่เรื่องราวดำเนินไปอย่างช้าๆ แต่บีบคั้นอารมณ์คนดูให้ลุ้นไปกับชะตากรรมของเด็กสาว ทำให้เรารู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในวงล้อมนั้นจริงๆ อยากรู้ตอนต่อไปใจจะขาด
ฉากเปิดเรื่องในนักบำเพ็ญเพียรคนสุดท้าย ทำเอาใจสั่นได้เลย บรรยากาศในงานเลี้ยงที่ดูเงียบเชียบ ตัดกับสีหน้ากังวลของเด็กสาวในชุดวอร์มสีฟ้าขาว การที่ชายชุดสูทสีเทานั่งแยกตัวออกมาเหมือนคนนอก สร้างความสงสัยว่าเขาคือใครกันแน่ ความตึงเครียดที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ผ่านสายตาของตัวละคร ทำให้คนดูอย่างเราต้องจ้องหน้าจอไม่กระพริบตา รอคอยว่าระเบิดลูกนี้จะแตกเมื่อไหร่