ชอบฉากที่องค์ชายจางจิงหยิบเมล็ดพืชขึ้นมาดูแล้วพูดอะไรบางอย่างกับสวี่เหยียนมาก มันดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยแต่แฝงไปด้วยนัยสำคัญทางการเมืองหรือแผนการบางอย่าง การที่เขายังคงสงบเสงี่ยมในขณะที่คนอื่นตื่นตระหนกแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริง ดูในเน็ตชอร์ตแล้วรู้สึกอินกับบรรยากาศโบราณแบบนี้มากจริงๆ อยากให้ฉากต่อไปเข้มข้นกว่านี้
ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แค่สายตาก็บอกทุกอย่างแล้ว โดยเฉพาะตอนที่สวี่เหยียนมององค์ชายจางจิงด้วยความเคารพผสมความกลัว หรือตอนที่องค์ชายมองกลับมาด้วยความเย็นชา ฉากนี้ในรักบนคมดาบทำออกมาได้ดีมาก การแต่งกายและฉากหลังก็สวยงามสมยุคสมัย ดูแล้วรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในวังหลวงจริงๆ อยากให้ใครที่ยังไม่ได้ดูได้ลองสัมผัสบรรยากาศแบบนี้บ้าง
บางครั้งความเงียบก็ทรงพลังกว่าเสียงตะโกน ฉากนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแค่การนั่งจิบชาและพูดคุยเบาๆ ก็สามารถสร้างความกดดันได้มหาศาล องค์ชายจางจิงแสดงบทบาทนี้ได้ยอดเยี่ยมมาก ทำให้เรารู้สึกว่าเขาควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือ ส่วนสวี่เหยียนก็แสดงออกถึงความจงรักภักดีและความกังวลได้ธรรมชาติมาก ดูในเน็ตชอร์ตแล้วติดใจจนต้องดูซ้ำหลายรอบ
ชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในฉากนี้มาก เช่น การที่องค์ชายจางจิงหยิบเมล็ดพืชขึ้นมาดู หรือการจัดวางชุดชาบนโต๊ะอย่างประณีต สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉากดูสมจริงและมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ในรักบนคมดาบแต่ละฉากมีการออกแบบมาอย่างดีจริงๆ ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังสังเกตการณ์อยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ใครที่ชอบรายละเอียดแบบนี้ต้องไม่พลาด
ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างองค์ชายจางจิงและสวี่เหยียนได้ชัดเจนมาก ทั้งความเคารพ ความกลัว และความไว้ใจที่ผสมปนเปกัน การที่สวี่เหยียนยอมก้มหัวและฟังคำสั่งอย่างเงียบๆ แสดงให้เห็นถึงลำดับชั้นที่ชัดเจนในวังหลวง ดูในเน็ตชอร์ตแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ฉากธรรมดา แต่เป็นฉากที่ขับเคลื่อนพล็อตเรื่องไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ