ชอบการตัดต่อที่พาเราจากบรรยากาศตึงเครียดในห้องผู้ป่วย ไปสู่ฉากภายนอกที่เต็มไปด้วยความหวัง การปรากฏตัวของครอบครัวใหญ่พร้อมบอดี้การ์ดดูทรงพลังมาก โดยเฉพาะคุณยายที่สวมชุดสีแดงสดใส รอยยิ้มของท่านเมื่อเห็นหลานสาววิ่งเข้ามากอด คือโมเมนต์ที่เยียวยาหัวใจที่สุด เรื่องราวในรักนี้ใช่เวลาพอดี ดำเนินเรื่องได้กระชับและดึงอารมณ์คนดูได้ตลอดเวลา
สังเกตไหมว่าเด็กน้อยใส่เสื้อสีแดงทั้งในฉากโรงพยาบาลและฉากภายนอก สีแดงในที่นี้ไม่ใช่แค่ความสดใส แต่สื่อถึงพลังชีวิตที่คอยเติมเต็มให้แม่และทุกคนรอบข้าง ฉากที่เธอวิ่งไปหาคุณยายแล้วถูกกอดแน่น ช่างเป็นภาพที่สื่อถึงความรักข้ามรุ่นได้อย่างยอดเยี่ยม การแสดงของเด็กน้อยเป็นธรรมชาติมาก ทำให้เราเชื่อสนิทใจว่ารักนี้ใช่เวลาพอดี สำหรับครอบครัวนี้จริงๆ
ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แต่การสื่อสารผ่านสายตาของตัวละครในเรื่องนี้ทำได้ดีมาก พระเอกที่ดูเข้มขรึมแต่แววตาอ่อนโยนเวลาคุยกับคนป่วย หรือหญิงสาวที่พยายามยิ้มทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า ทุกอย่างสื่ออารมณ์ได้ชัดเจน ฉากที่ทุกคนมายืนรอรับหน้าบ้านพร้อมรอยยิ้ม ทำให้รู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็จะผ่านมันไปด้วยกัน ในรักนี้ใช่เวลาพอดี ที่จะได้เห็นความรักแท้แบบนี้
ฉากที่ทุกคนมารวมตัวกันหน้าบ้านใหญ่ ดูอลังการและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน การมีบอดี้การ์ดคอยยืนระวังภัยแสดงถึงสถานะของครอบครัว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือความห่วงใยที่มีต่อกัน คุณยายที่สวมเครื่องประดับสวยงามแต่กลับกอดหลานสาวอย่างทะนุถนอม คือภาพที่สะท้อนว่าเงินทองไม่สำคัญเท่าความรัก เรื่องราวในรักนี้ใช่เวลาพอดี ทำให้เราอยากโอบกอดคนในครอบครัวตัวเองทันที
การดำเนินเรื่องพาเราขึ้นลงตามอารมณ์ตัวละครได้อย่างน่าทึ่ง จากฉากที่แม่ป่วยและร้องไห้เงียบๆ มาสู่ฉากที่ลูกสาววิ่งเล่นอย่างร่าเริง ความขัดแย้งนี้ทำให้เรื่องราวมีมิติมาก พระเอกที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ คือตัวแทนของความมั่นคงที่ผู้หญิงทุกคนฝันหา การจบฉากด้วยรอยยิ้มของทุกคนทำให้เราใจชื้นขึ้นมาทันที ดูแล้วรู้สึกว่ารักนี้ใช่เวลาพอดี ที่จะเยียวยาทุกแผลใจ