การเล่าเรื่องในรักนี้ใช่เวลาพอดี ผ่านการอ่านไดอารี่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังล่วงรู้ความลับของตัวละคร หญิงสาวในชุดสีชมพูดูจะรู้บางอย่างที่อีกคนยังไม่รู้ สีหน้าที่เปลี่ยนไปจากสงบเป็นกังวลสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในใจ ฉากนี้ทำให้เราอยากติดตามต่อว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังจะไปในทิศทางไหน
ฉากที่หญิงสาวในชุดสีเขียวเปิดดูรูปถ่ายคู่กับเขาในชุดครุยปริญญาตรีในรักนี้ใช่เวลาพอดี ช่างเป็นภาพที่ตัดกับอารมณ์ปัจจุบันของเธออย่างสิ้นเชิง ความสุขในอดีตที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดบันทึกกลายเป็นมีดที่กรีดลึกเข้าไปในหัวใจของเธอในตอนนี้ การแสดงออกทางสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทำให้คนดูรู้สึกสะเทือนใจตามไปด้วย
ในรักนี้ใช่เวลาพอดี ฉากนี้สื่อสารผ่านสายตาและการกระทำมากกว่าคำพูด หญิงสาวทั้งสองคนยืนเผชิญหน้ากันโดยมีสมุดบันทึกเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง ท่าทางของหญิงสาวในชุดสีชมพูที่กอดอกแสดงถึงความมั่นใจในขณะที่อีกคนดูสับสนและเจ็บปวด การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้เราต้องตีความเอาเองว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขา
วันที่ถูกเขียนไว้ในสมุดบันทึกในรักนี้ใช่เวลาพอดี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๐๑๐ ที่เขาเขียนว่าวันนี้เป็นวันที่ดีและวาดรูปยิ้มไว้ กลับกลายเป็นวันที่เธอต้องเจ็บปวดที่สุดในปัจจุบัน การเชื่อมโยงเวลาในอดีตและปัจจุบันผ่านไดอารี่ทำให้เรื่องราวมีความลึกซึ้งและน่าติดตามมากขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวสองคนในรักนี้ใช่เวลาพอดี ดูซับซ้อนกว่าเพื่อนร่วมงานทั่วไป หญิงสาวในชุดสีชมพูที่มอบสมุดบันทึกให้ดูเหมือนจะต้องการบอกอะไรบางอย่างกับเธอ การที่เธอรู้รายละเอียดในสมุดบันทึกดีกว่าเจ้าของเสียเองทำให้เราสงสัยว่าเธอมีบทบาทอย่างไรในเรื่องนี้กันแน่