การเปลี่ยนฉากจากทุ่งนาอันสดใสมาสู่ห้องมืดๆ ที่โจวซิ่วอิงกำลังเก็บกระเป๋าสร้างความรู้สึกหดหู่ทันที แสงไฟสลัวและสีหน้ากังวลของเธอบอกเล่าเรื่องราวร้ายแรงที่กำลังจะเกิดขึ้น การที่เธอต้องจากลาหรือถูกบังคับให้ไปไหนสักแห่งทำให้คนดูรู้สึกจุกอก ฉากนี้ช่างแตกต่างจากช่วงแรกอย่างสิ้นเชิง เหมือนเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญในเรื่อง มองทิศเหนือคิดถึงทิศใต้ ที่โหดร้ายแต่จริง
ฉากที่ผู้ใหญ่และชาวบ้านมารุมล้อมโจวซิ่วอิงแสดงให้เห็นถึงพลังของประเพณีและกฎเกณฑ์ในชุมชน ใบหน้าเคร่งขรึมของหัวหน้าตระกูลและป้าสามที่ดูโกรธเกรี้ยวสร้างแรงกดดันมหาศาล โจวซิ่วอิงดูตัวเล็กและไร้ทางสู้ท่ามกลางสายตาตัดสินของคนรอบข้าง ฉากนี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างความรักส่วนตัวกับกฎของสังคมได้อย่างเจ็บปวด เหมือนฉากดราม่าหนักๆ ใน มองทิศเหนือคิดถึงทิศใต้ ที่ทำให้คนดูต้องเอาใจช่วยเธอ
จากหญิงสาวที่ยิ้มแย้มในทุ่งนา กลายเป็นโจวซิ่วอิงที่มีรอยช้ำและน้ำตาในฉากต่อมา การเปลี่ยนแปลงนี้ช่างน่าใจหาย เสื้อผ้าสีฟ้าหม่นและผมที่ดูยุ่งเหยิงสะท้อนสภาพจิตใจที่บอบช้ำของเธอ การที่เธอถูกดึงตัวไปหรือถูกทำร้ายโดยคนในครอบครัวตัวเองยิ่งทำให้เรื่องราวดูโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ คนดูคงอยากกระโดดเข้าไปปกป้องเธอในฉากนี้ของ มองทิศเหนือคิดถึงทิศใต้ จริงๆ
เรื่องราวทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นบททดสอบความรักครั้งใหญ่ของโจวซิ่วอิงและจี้หัวเหวิน จากความหวานซึ้งในทุ่งนา สู่การเผชิญหน้ากับอุปสรรคใหญ่หลวงจากครอบครัวและสังคม ฉากจบที่เธอต้องคุกเข่าต่อหน้าบรรพบุรุษและหัวหน้าตระกูลดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดชะตาชีวิตของเธอ คนดูคงต้องติดตามต่อว่ารักของพวกเขาจะฝ่าฟันไปได้ไหมใน มองทิศเหนือคิดถึงทิศใต้ เรื่องนี้
ซีนที่โจวซิ่วอิงผูกกำไลข้อมือให้จี้หัวเหวินคือจุดพีคของอารมณ์ ความเงียบงันแต่สื่อความหมายได้มหาศาล สายตาที่พวกเขามองกันบอกเล่าเรื่องราวมากมายโดยไม่ต้องใช้คำพูด จี้หัวเหวินดูซื่อสัตย์และจริงใจมาก ในขณะที่โจวซิ่วอิงก็ดูอ่อนโยนแต่หนักแน่น การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ทำให้คนดูอินไปกับตัวละครสุดๆ เหมือนกำลังดูฉากสำคัญใน มองทิศเหนือคิดถึงทิศใต้ ที่ทำให้ใจพองโต