ชอบมากที่เรื่องตำแหน่งฮูหยินเอก ข้าขอลา เลือกใช้การสื่อสารผ่านสายตาและการเคลื่อนไหวเล็กน้อยแทนการพูดเยอะๆ อย่างฉากที่หญิงชุดขาวถูกชี้หน้าด่า แต่เธอแค่ก้มหน้าแล้วค่อยๆ เงยขึ้นมองด้วยแววตาที่เย็นชา มันสื่อถึงความเจ็บปวดและความมุ่งมั่นที่จะลุกขึ้นสู้ได้ดีมาก ฉากจบที่ฮ่องเต้รับหนังสือลาออกแล้วนิ่งไปเลย ยิ่งทำให้คนดูต้องรอคอยตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
ต้องยอมรับว่างานโปรดักชั่นของตำแหน่งฮูหยินเอก ข้าขอลา ทำออกมาได้ละเอียดอ่อนมาก ตั้งแต่ลวดลายบนชุดฮั่นฝูที่ดูหรูหราแต่ไม่รกรุงรัง ไปจนถึงการจัดแสงในฉากท้องพระโรงที่ใช้แสงเทียนและแสงธรรมชาติผสมกันได้อย่างลงตัว ฉากที่หญิงสาวเดินผ่านประตูไม้แกะสลักแล้วแสงลอดผ่านลายฉลุ มันสร้างบรรยากาศที่ทั้งขลังและเศร้าในเวลาเดียวกัน ดูแล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนยุคจริงๆ
ปกติแล้วละครแนวนี้มักให้ผู้ชายเป็นแค่ตัวประกอบ แต่ในตำแหน่งฮูหยินเอก ข้าขอลา ตัวละครชายอย่างฮ่องเต้และขุนนางกลับมีมิติมาก โดยเฉพาะตอนที่ฮ่องเต้นั่งฟังรายงานแล้วสีหน้าเปลี่ยนจากสงบเป็นกังวล มันบอกใบ้ว่าเขารู้สึกอะไรบางอย่างกับเรื่องที่เกิดขึ้น หรืออาจจะกำลังวางแผนอะไรอยู่ก็ได้ ฉากที่ขุนนางยื่นหนังสือลาออกแล้วฮ่องเต้ไม่พูดอะไรเลย ยิ่งทำให้คนดูสงสัยว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร
ตอนจบของตำแหน่งฮูหยินเอก ข้าขอลา ทำออกมาได้เก่งมาก ตรงที่ไม่ได้เฉลยทุกอย่างแต่ทิ้งคำถามไว้ให้คนดูคิดต่อ ว่าทำไมหญิงสาวถึงตัดสินใจลาออก ทั้งที่ดูเหมือนจะสู้ต่อได้ หรือเธอมีแผนอะไรที่ใหญ่กว่านั้น? ฉากสุดท้ายที่ฮ่องเต้มองหนังสือลาออกแล้วสีหน้าเคร่งเครียด มันทำให้รู้ว่าเรื่องยังไม่จบแค่นี้ แน่นอนว่าต้องมีการกลับมาอย่างแน่นอน และคงจะเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม รอติดตามตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อเลย
ฉากเปิดเรื่องในตำแหน่งฮูหยินเอก ข้าขอลา ทำให้เห็นความตึงเครียดระหว่างหญิงสาวในชุดขาวกับหญิงชุดม่วงที่จ้องจะเล่นงานกันทุกฝีก้าว การแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครหลักดูมีชั้นเชิงมาก โดยเฉพาะตอนที่ถูกกล่าวหาแล้วไม่โต้ตอบทันที แต่เลือกเก็บอารมณ์ไว้ก่อน เหมือนกำลังวางแผนอะไรบางอย่าง ฉากในท้องพระโรงก็ยิ่งเพิ่มความกดดันด้วยบรรยากาศที่เงียบเชียบแต่เต็มไปด้วยอำนาจ