ดูจอมมารในแดนเทพ แล้วต้องร้องว้าวกับฉากที่ตัวเอกชายในชุดเกราะดำแปลงร่างเป็นปีศาจ ดวงตาแดงก่ำกับดาบที่ลุกเป็นไฟสื่อถึงความเจ็บปวดที่สะสมมานาน ฉากที่เขาเผชิญหน้ากับกองทัพก็อบลินที่เผาผลาญทุกอย่าง แสดงให้เห็นว่าบางครั้งความโหดร้ายก็จำเป็นเพื่อปกป้องสิ่งที่รัก แม้ฉากแอ็คชั่นจะดุเดือดแต่รายละเอียดอารมณ์ตัวละครทำให้เรื่องนี้มีมิติมากกว่าแค่การต่อสู้ธรรมดา
ชอบมากตรงที่จอมมารในแดนเทพ ไม่ได้โฟกัสแค่การต่อสู้ แต่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหญิงสองคนที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่พอเกิดวิกฤตกลับยื่นมือเข้าหากัน ฉากที่นางฟ้าปีกทองบาดเจ็บแล้วถูกปีศาจสาวผมม่วงประคองไว้ท่ามกลางกองไฟ มันสื่อถึงความเป็นมนุษย์ได้ดีมาก แม้ภายนอกจะดูต่างกันแต่ข้างในต่างก็ต้องการที่พึ่งพากัน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่เผ่าพันธุ์แต่คือความเข้าใจผิด
ใครจะคิดว่าในจอมมารในแดนเทพ ตัวละครที่เรียกน้ำตาได้มากที่สุดคือก๊อบลินตัวเล็กๆ ฉากที่มันยื่นดอกไม้ให้ตัวเอกชายในชุดเขียวช่างอ่อนโยนจนใจละลาย แต่พอฉากถัดมาเห็นมันถูกเผาทั้งเป็นในกองเพลิง มันช่างโหดร้ายและกระแทกใจมาก เรื่องนี้เล่นกับอารมณ์คนดูเก่งมาก เปลี่ยนจากฉากตลกเป็นดราม่าหนักๆ ได้ในพริบตา ทำให้เราตั้งคำถามว่าความดีความชั่ววัดกันที่รูปลักษณ์ภายนอกจริงๆ หรือ
ตอนจบของจอมมารในแดนเทพ ทำเอาจุกอกเมื่อเห็นปราสาททั้งหลังลุกเป็นไฟ ตัวเอกยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความถูกต้องและความแค้น สีหน้าที่ยิ้มทั้งน้ำตาของเขามันบอกอะไรได้มากมายว่าชัยชนะครั้งนี้ต้องแลกด้วยอะไรไปบ้าง ฉากสุดท้ายที่ทุกคนยืนมองเมืองที่พังพินาศสะท้อนให้เห็นว่าสงครามไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง มีแต่ความสูญเสียที่เหลือไว้ให้จดจำ เป็นตอนจบที่สมบูรณ์แบบสำหรับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา
ฉากเปิดเรื่องในจอมมารในแดนเทพ ทำเอาขนลุกซู่เมื่อเห็นปราสาทต้องคำสาปท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง แต่สิ่งที่ทำให้ใจสั่นคือสายตาของนางเอกที่มีเขาบนหัว ตอนแรกดูเหมือนเธอจะเป็นผู้ร้าย แต่พอเห็นฉากที่เธอช่วยเพื่อนร่วมทีมจากเปลวไฟ ทำให้รู้ว่าเบื้องหลังความเย็นชานั้นซ่อนความอบอุ่นไว้ การต่อสู้ระหว่างแสงสว่างกับความมืดไม่ใช่แค่เวทมนตร์ แต่เป็นการต่อสู้ทางจิตใจที่เข้มข้นมากจริงๆ