ต้องยอมรับว่าฉากที่จอมมารในแดนเทพแสดงพลังออกมาช่างน่าทึ่งมาก การที่ตัวละครหลักสามารถจัดการกับกองทัพได้เพียงลำพังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของระดับพลังอย่างชัดเจน ฉากแอ็คชั่นรวดเร็วและรุนแรงจนแทบหายใจไม่ทัน เป็นตอนที่ทำให้รู้ว่าทำไมเขาถึงถูกเรียกว่าจอมมารตัวจริง
ชอบบรรยากาศในปราสาทที่ดูเงียบสงบแต่แฝงไปด้วยความตึงเครียด ฉากที่จอมมารในแดนเทพเดินเข้ามาพร้อมเหล่าปีศาจสาวที่ดูบอบช้ำแต่ยังยิ้มได้ สร้างความรู้สึกอบอุ่นปนเศร้าได้ดีมาก ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครดูซับซ้อนและน่าสนใจ ทำให้คนดูอยากรู้เรื่องราวเบื้องหลังของพวกเขามากขึ้น
ตอนแรกนึกว่าเรื่องจะเดินไปทางสงครามเต็มตัว แต่พอเข้าฉากในปราสาทกลับกลายเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง จอมมารในแดนเทพไม่ได้เป็นแค่ตัวร้ายที่ดุร้าย แต่มีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ ฉากที่เขามองดูเหล่าลูกน้องด้วยสายตาห่วงใยทำให้ตัวละครดูมีมิติและน่าค้นหาขึ้นมาก
ต้องชมทีมสร้างเรื่องงานภาพในจอมมารในแดนเทพที่ทำได้ยอดเยี่ยมมาก ทั้งฉากต่อสู้ในทะเลทรายที่ดูสมจริงและฉากในปราสาทที่ดูหรูหราอลังการ การใช้แสงและเงาช่วยเสริมอารมณ์ของเรื่องได้ดีมาก โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่ตัวละครยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ให้ความรู้สึกถึงความหวังและการเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง
ฉากเปิดเรื่องจอมมารในแดนเทพทำเอาขนลุกทันทีเมื่อเห็นอัศวินทองคำยืนอยู่ท่ามกลางซากศพในทะเลทราย ควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นฟ้าสื่อถึงความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวด การแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครหลักเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความสิ้นหวัง ทำให้คนดูรู้สึกอินไปกับสถานการณ์ที่บีบคั้นหัวใจมากจริงๆ