การที่ผู้หญิงในชุดชมพูใช้มีดขู่เด็กน้อยไม่ใช่แค่การข่มขู่ธรรมดา แต่มันสะท้อนถึงความแตกสลายภายในจิตใจของเธอเอง ฉากที่เธอกรีดร้องและฟาดมีดลงพื้นเหมือนกำลังต่อสู้กับปีศาจในใจตัวเอง ในขณะที่ผู้ชายในเสื้อโค้ทสีน้ำตาลพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่กลับทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการยืนมองด้วยความหมดหนทาง รักนี้ใช่เวลาพอดี ทำให้เห็นแล้วว่าความรักบางครั้งก็ทำร้ายคนรอบข้างได้
เด็กน้อยในเสื้อแดงคือหัวใจของเรื่องนี้จริงๆ ทุกครั้งที่เธอร้องไห้ มันเหมือนมีมีดมาแทงกลางอกคนดู การที่เธอถูกมัดไว้กับเก้าอี้แต่ยังพยายามเอื้อมมือไปหาผู้หญิงในชุดลายทางที่เข้ามาช่วย แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ที่ยังไม่ถูกทำลายด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ฉากที่ผู้หญิงคนนั้นกอดเธอแล้วร้องไห้พร้อมกัน ช่างเป็นภาพที่ทรงพลังและน่าจดจำที่สุดในรักนี้ใช่เวลาพอดี
ผู้หญิงในชุดชมพูอาจดูเหมือนตัวร้าย แต่จริงๆ แล้วเธอคือเหยื่อของสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าใครๆ การที่เธอมีรอยช้ำบนหน้าและยังคงพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ แสดงให้เห็นว่าเธอเองก็กำลังแตกสลาย ฉากที่เธอพยายามทำร้ายเด็กแต่สุดท้ายกลับล้มลงร้องไห้เอง ช่างเป็นช่วงเวลาที่เปิดเผยความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกร้าว รักนี้ใช่เวลาพอดี ทำให้เราเห็นมนุษย์ในมุมที่ซับซ้อนที่สุด
ผู้หญิงในชุดลายทางที่พุ่งเข้ามาแทนที่เด็กน้อยคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเรื่อง การที่เธอยอมเอาตัวเข้าแทนที่โดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว แสดงให้เห็นถึงความรักที่บริสุทธิ์และไร้เงื่อนไข ฉากที่เธอถูกมีดกรีดและเลือดไหลแต่ยังคงกอดเด็กน้อยไว้แน่น ช่างเป็นภาพที่ทั้งสวยงามและน่าสลดใจในเวลาเดียวกัน รักนี้ใช่เวลาพอดี ทำให้เราเห็นว่าบางครั้งการเสียสละก็เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีใครร้องขอ
ฉากที่ทุกคนหยุดนิ่งหลังจากผู้หญิงในชุดชมพูฟาดมีดลงพื้น เป็นช่วงเวลาที่เงียบแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด สีหน้าของตัวละครแต่ละตัวบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป ผู้ชายในเสื้อโค้ทสีน้ำตาลที่ดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ผู้หญิงในเสื้อกันหนาวสีเขียวที่พยายามจะเข้าไปแต่ถูกห้ามไว้ ทุกอย่างถูกสื่อสารผ่านสายตาและท่าทางโดยไม่ต้องมีคำพูด รักนี้ใช่เวลาพอดี ใช้ความเงียบได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด