ชอบวิธีที่ผู้กำกับใช้สายตาและสีหน้าบอกเล่าเรื่องราวแทนบทพูด ฉากที่แม่พยายามปลอบลูกชายแต่กลับถูกผลักไส มันเจ็บปวดจนพูดไม่ออก รักนี้ใช่เวลาพอดี เป็นเรื่องที่กล้าเล่นกับอารมณ์ผู้ชมมากๆ โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครชายกรีดร้องออกมา มันเหมือนเสียงร้องจากภายในจิตใจที่อัดอั้นมานาน
การใช้โทนสีฟ้าในฉากที่มีตัวละครหญิงใส่คาร์ดิแกนสีม่วงอ่อน สร้างความรู้สึกเย็นชาแต่ก็มีความหวังเล็กๆ ซ่อนอยู่ ฉากนี้ในรักนี้ใช่เวลาพอดี ทำให้ฉันรู้สึกว่าแม้สถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน ก็ยังมีคนที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ การแสดงของทุกคนในฉากนี้สมบูรณ์แบบมาก จนฉันต้องดูซ้ำหลายรอบ
รายละเอียดเล็กๆ อย่างขวดน้ำแดงที่หกบนพื้น กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง มันสัญลักษณ์ของความผิดพลาดที่แก้ไขไม่ได้ รักนี้ใช่เวลาพอดี สอนให้เราเห็นว่าบางครั้งความตั้งใจดีก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายได้ ฉากที่แม่พยายามเช็ดพื้นทั้งที่น้ำตาไหล มันทำให้ฉันเข้าใจความรักของแม่ที่มีต่อลูกอย่างแท้จริง
การพัฒนาตัวละครชายจากคนที่ร้องไห้โฮกลายเป็นคนที่ยิ้มอย่างเย็นชา มันน่ากลัวแต่ก็น่าสงสารในเวลาเดียวกัน รักนี้ใช่เวลาพอดี แสดงให้เห็นว่าความเจ็บปวดสามารถเปลี่ยนคนดีให้กลายเป็นปีศาจได้อย่างไร ฉากสุดท้ายที่เขามองขึ้นไปบนฟ้าด้วยรอยยิ้ม มันทำให้ฉันสงสัยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
ชื่อเรื่องรักนี้ใช่เวลาพอดี นั้นช่างตรงกับความเจ็บปวดในเรื่องจริงๆ ความรักของแม่ที่มีต่อลูกกลับกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งสำหรับลูกชาย ฉากที่เขากรีดร้องและผลักแม่ทิ้ง มันไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็นความสิ้นหวังที่สะสมมานาน เรื่องนี้ทำให้ฉันต้องกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ในครอบครัวของตัวเองใหม่ทั้งหมด