หลังจากชายหนุ่มลุกขึ้นเดินจากไป หญิงสาวนั่งอยู่คนเดียวบนเตียงด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า ฉากนี้ทำให้ฉันคิดไปต่างๆ นานาว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขา ทำไมเขาถึงจากไปแบบนั้น และเธอจะคิดอย่างไรต่อไป เรื่อง รักนี้ใช่เวลาพอดี เก่งมากตรงที่ทิ้งปมไว้ให้คนดูได้ขบคิดต่อ ไม่ต้องตอบทุกอย่างให้ชัดเจน แต่ทำให้เราอยากติดตามตอนต่อไปทันที ดูในเน็ตชอร์ตแล้วติดงอมแงมจริงๆ
การเลือกชุดคาร์ดิแกนสีม่วงอ่อนให้หญิงสาวในเรื่อง รักนี้ใช่เวลาพอดี นั้นช่างเหมาะสมกับบุคลิกที่ดูอ่อนโยนแต่ซ่อนความเข้มแข็งไว้ภายใน สีเสื้อตัดกับชุดดำของชายหนุ่มอย่างชัดเจน เหมือนเป็นการบอกใบ้ถึงความแตกต่างของสถานะหรือความคิด แต่เมื่อพวกเขานั่งใกล้กันบนเตียง ความต่างนั้นกลับกลายเป็นความสมดุลที่ลงตัว ฉากนี้ทำให้ฉันน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว
ชอบมากตรงที่กล้องจับภาพมือของหญิงสาวที่กำชายกระโปรงแน่นขณะเดินเข้าห้อง มันบอกเล่าความกังวลและความไม่แน่ใจได้ดีกว่าบทพูดเสียอีก พอชายหนุ่มเดินตามมาและนั่งลงข้างๆ เธอ มือของเธอก็คลายออกเล็กน้อย ราวกับว่าแค่การมีเขาอยู่ใกล้ๆ ก็ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้น เรื่องราวใน รักนี้ใช่เวลาพอดี เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คนดูอินไปกับตัวละครอย่างจัง
การตัดต่อจากฉากที่หญิงสาวเดินหนีออกจากห้องรับแขกที่มีผู้สูงอายุอยู่ ไปสู่การเดินเข้าห้องนอนอย่างเงียบๆ นั้นทำได้ดีมาก มันสร้างความรู้สึกอึดอัดและกดดันให้ผู้ชมรู้สึกตามไปด้วย พอชายหนุ่มตามมาในห้องนอน บรรยากาศก็เปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความอบอุ่นที่แฝงความเศร้า เรื่อง รักนี้ใช่เวลาพอดี รู้จักใช้พื้นที่ในการเล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาด ไม่ต้องพึ่งพาบทพูดเยอะก็สื่ออารมณ์ได้ครบ
ฉากที่ชายหนุ่มมองหญิงสาวขณะเธอนั่งอยู่บนเตียงนั้นช่างกินใจ สายตาของเขาไม่ได้มีแค่ความห่วงใย แต่ยังมีความรู้สึกผิดและความรักที่ลึกซึ้งปนอยู่ ส่วนหญิงสาวก็มองตอบด้วยแววตาที่สับสนแต่ก็ไว้วางใจ การแสดงของทั้งคู่ใน รักนี้ใช่เวลาพอดี นั้นธรรมชาติมาก จนลืมไปเลยว่านี่คือละครสั้น ดูแล้วรู้สึกเหมือนกำลังแอบมองชีวิตจริงของใครบางคนผ่านรูเข็ม