ฉากเปิดเรื่องในงานเลี้ยงค่ำที่ตกแต่งด้วยไฟระย้าสีฟ้าทั้งเพดานสร้างความรู้สึกเหมือนอยู่ในเทพนิยายสมัยใหม่ แขกเหรื่อในชุดราตรีสวยงามทุกคนทำให้ดูเป็นงานระดับไฮโซจริงๆ การจัดวางโต๊ะอาหารและเครื่องดื่มก็ดูมีรสนิยมมาก ฉากนี้ในรักนี้ใช่เวลาพอดี ไม่ได้เป็นแค่พื้นหลังแต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยกระดับความสำคัญของเหตุการณ์ขอแต่งงานให้ดูยิ่งใหญ่และน่าจดจำสำหรับทุกคนในงาน
สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้คือการแสดงออกทางสีหน้า โดยเฉพาะดวงตาของพระเอกที่มองนางเอกด้วยความรักอันลึกซึ้ง ไม่ต้องพูดอะไรเยอะแต่คนดูรู้ทันทีว่าเขารักเธอมากแค่ไหน ตอนนางเอกมองกลับไปด้วยแววตาที่มีความสุขและซาบซึ้งใจคือโมเมนต์ที่กินใจมาก ฉากในห้องนอนที่ทั้งคู่ยืนใกล้กันจนแทบหายใจรดต้นคอกันนั่นคือความใกล้ชิดที่แท้จริง รักนี้ใช่เวลาพอดี ใช้ภาษากายในการเล่าเรื่องได้เก่งมาก
การเปลี่ยนฉากจากงานเลี้ยงที่มีคนเยอะแยะมาสู่ห้องนอนส่วนตัวที่มีแค่สองคนสร้างความแตกต่างของอารมณ์ได้ชัดเจนมาก จากความตื่นเต้นและความกดดันต่อหน้าผู้คน สู่ความสงบและความโรแมนติกในที่ส่วนตัว กลีบกุหลาบและเทียนบนเตียงคือสัญลักษณ์ของความรักที่สุกงอมเต็มที่ ฉากนี้ในรักนี้ใช่เวลาพอดี ทำให้เห็นว่าหลังจากผ่านพิธีการต่างๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือช่วงเวลาส่วนตัวของสองคนที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน
เปลี่ยนฉากจากงานปาร์ตี้สู่ห้องนอนที่ตกแต่งด้วยกลีบกุหลาบสีแดงเรียงเป็นรูปหัวใจและเทียนหอม สร้างบรรยากาศโรแมนติกแบบผู้ใหญ่ได้สมบูรณ์แบบ พระเอกจ้องมองนางเอกด้วยสายตาอ่อนโยนก่อนจะโอบกอดอย่างทะนุถนอม แสงสีม่วงน้ำเงินในห้องทำให้ผิวของนางเอกดูเปล่งปลั่งและสวยงามมาก ฉากนี้ในรักนี้ใช่เวลาพอดี บอกเล่าความลึกซึ้งของความสัมพันธ์ได้ดีโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะเลย
นอกจากคู่พระนางแล้ว คุณยายในชุดสีเงินแวววาวก็เป็นตัวละครที่ขโมยซีนไปเลย รอยยิ้มและความปลาบปลื้มของท่านตอนเห็นหลานชายขอแต่งงานคือความอบอุ่นที่หาชมยาก การที่ท่านยื่นมือไปจับมือนางเอกแสดงถึงการยอมรับอย่างเต็มใจ ฉากนี้ในรักนี้ใช่เวลาพอดี ทำให้เห็นว่าการแต่งงานไม่ใช่แค่เรื่องของสองคนแต่คือการรวมใจของทั้งครอบครัวจริงๆ อบอุ่นหัวใจมาก