ชอบฉากที่ผู้ชายยื่นมือออกไปแต่ผู้หญิงไม่รับและยื่นแฟ้มเอกสารให้แทน มันสื่อถึงการปฏิเสธความสัมพันธ์ส่วนตัวและหันมาใช้เหตุผลหรือกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องแทน การแสดงออกทางสายตาที่เย็นชาแต่แฝงความเจ็บปวดทำได้ดีมาก ดูแล้วรู้สึกอินไปกับสถานการณ์ที่ตัวละครต้องเผชิญใน หย่าแล้วไง ฉันเอาคืนหมด จริงๆ
ฉากที่พระเอกใส่สูทสีขาวเดินออกมาแล้วถูกรุมล้อมโดยนักข่าวเป็นฉากที่สร้างความตื่นเต้นได้มาก แสงแฟลชและไมโครโฟนที่จ่อหน้าทำให้รู้สึกถึงความกดดันที่ตัวละครต้องเผชิญ การที่เขาพยายามรักษาอาการนิ่งสงบท่ามกลางคำถามที่ถาโถมเข้ามาแสดงถึงความเป็นมืออาชีพสูงมาก เหมือนฉากสำคัญในเรื่อง หย่าแล้วไง ฉันเอาคืนหมด ที่พระเอกต้องรับมือกับวิกฤตสื่อ
การแต่งตัวของตัวละครในเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวได้มาก ชายหนุ่มในเสื้อกั๊กดูเป็นผู้จัดการหรือคนใกล้ชิดที่พยายามไกล่เกลี่ย ส่วนผู้หญิงในชุดเดรสสีดำดูสง่างามแต่เย็นชา ในขณะที่พระเอกอีกคนในสูทสีขาวดูเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จแต่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต การออกแบบเครื่องแต่งกายในเรื่อง หย่าแล้วไง ฉันเอาคืนหมด ทำได้ดีมาก
จากฉากแรกที่มีการยื่นเอกสารและการอ่านข่าวเรื่องบริษัทถูกปรับเงิน ทำให้เดาได้ว่าเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวกับการต่อสู้ทางธุรกิจและการหักหลัง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครดูซับซ้อนและมีชั้นเชิง การที่ผู้หญิงดูเหมือนจะรู้เห็นเป็นใจหรืออาจจะถูกบังคับให้ทำบางอย่างทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตามมาก เหมือนพล็อตหักมุมในเรื่อง หย่าแล้วไง ฉันเอาคืนหมด
ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็รู้เรื่องเพราะนักแสดงแสดงสีหน้าได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะฉากที่ผู้หญิงอ่านข่าวแล้วคิ้วขมวดกับฉากที่พระเอกถูกรุมสัมภาษณ์แล้วพยายามยิ้มทั้งที่สถานการณ์ไม่ดี การแสดงเหล่านี้ทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้ทันที เป็นจุดแข็งของซีรีส์เรื่อง หย่าแล้วไง ฉันเอาคืนหมด ที่เน้นการแสดงอารมณ์มากกว่าบทพูด