ดูแล้วจุกอกมากกับฉากที่พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ต่างฝ่ายต่างยึดติดกับความคิดตัวเอง จนลืมมองดูว่าเด็กน้อยตรงหน้ากำลังร้องไห้แค่ไหน ฉากวิ่งหนีออกมาถนนเป็นจุดพีคที่บีบหัวใจสุดๆ บ้านไกลแค่ไหน สอนให้เราเห็นว่าความรักที่แท้จริงต้องเริ่มจากการรับฟังและให้อภัยกันก่อนจะสายเกินไป
พล็อตเรื่องเรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก การปะทะกันของอารมณ์ระหว่างตัวละครแต่ละตัวทำออกมาได้เนียนตา โดยเฉพาะฉากที่ผู้หญิงในชุดเขียวพยายามปกป้องเด็กแต่กลับถูกเข้าใจผิด ความขัดแย้งใน บ้านไกลแค่ไหน ทำให้เราตั้งคำถามกับสังคมว่าทำไมเราถึงมักตัดสินกันจากภายนอกก่อนเสมอ
ทุกตัวละครในเรื่องต่างมีเหตุผลของตัวเอง แต่ไม่มีใครยอมถอยคนละก้าวจนเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ฉากจบที่เด็กน้อยล้มลงกลางถนนเป็นภาพที่หลอกหลอนคนดูได้นานมาก บ้านไกลแค่ไหน ไม่ใช่แค่ละครดราม่าแต่เป็นกระจกสะท้อนพฤติกรรมมนุษย์ที่เราต้องระวังไม่ให้เกิดขึ้นในชีวิตจริง
ต้องยกนิ้วให้ทีมนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะเด็กน้อยที่แสดงสีหน้าความเจ็บปวดและความสับสนได้สมจริงมากจนคนดูรู้สึกเจ็บไปด้วย ฉากที่แม่พยายามจะเข้าไปกอดลูกแต่ถูกกั้นไว้ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดตามไปด้วย บ้านไกลแค่ไหน เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นว่าละครสั้นก็สามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้ไม่น้อยกว่าภาพยนตร์ใหญ่
สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้คือการใช้ความเงียบในบางช่วงเพื่อสื่ออารมณ์ แทนที่จะให้ตัวละครพูดตลอดเวลา ฉากที่เด็กน้อยยืนร้องไห้คนเดียวท่ามกลางผู้ใหญ่ที่ทะเลาะกันเป็นภาพที่ทรงพลังมาก บ้านไกลแค่ไหน สอนให้เราเห็นว่าบางครั้งการหยุดฟังอาจสำคัญกว่าการพูดเพื่อเอาชนะ