ฉากเปิดเรื่องช่างน่าสะเทือนใจ เมืองทั้งเมืองถูกเผาผลาญจนวอดวาย เหล่าปีศาจบุกเข้ามาเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยม แต่ในวังหลวงกลับมีงานเลี้ยงสุดหรู นางพญาผู้ทรงอำนาจนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองอย่างเย็นชา ในขณะที่ข้าราชบริพารต่างดื่มกินอย่างสนุกสนาน ช่างเป็นความขัดแย้งที่เจ็บปวดจริงๆ ดูแล้วรู้สึกจุกอกกับชะตากรรมของบ้านเมืองในเรื่อง นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ที่เต็มไปด้วยการหักหลังและความโหดร้าย
ตัวละครชายชราในชุดสีแดงและสีม่วงช่างน่ากลัว รอยยิ้มของเขาดูเหมือนจะซ่อนแผนการชั่วร้ายบางอย่างไว้เบื้องหลัง สายตาที่มองไปยังนางพญานั้นเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและการดูถูกเหยียดหยาม ฉากที่เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งในขณะที่เมืองกำลังลุกเป็นไฟ ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ช่างเป็นวายร้ายที่สร้างขึ้นมาได้อย่างน่าเกรงขามจริงๆ ในเรื่อง นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ตัวละครนี้คงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เรื่องราววุ่นวายยิ่งขึ้น
นางพญาในเรื่องนี้สวยสง่าและน่าเกรงขามมาก ชุดสีน้ำเงินปักลายมังกรสีแดงดูทรงพลังอย่างยิ่ง การแต่งหน้าและเครื่องประดับศีรษะที่วิจิตรบรรจงช่วยเสริมบารมีให้เธอดูเป็นผู้นำที่เด็ดขาด แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่เธอก็ยังคงรักษาความเย็นชาและอำนาจไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ฉากที่เธอดื่มจากถ้วยทองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ทำให้รู้สึกได้ว่าเธอต้องแบกรับภาระอะไรไว้มากมาย ใน นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง เธอคือหัวใจของเรื่องราวนี้
ฉากที่นางระบำร่ายรำอย่างอ่อนช้อยท่ามกลางความวุ่นวายของงานเลี้ยงช่างเป็นภาพที่งดงามแต่ก็เศร้าสร้อย ชุดสีเขียวฟ้าที่พลิ้วไหวไปตามจังหวะดนตรีตัดกับบรรยากาศตึงเครียดในห้องโถงได้อย่างลงตัว การเคลื่อนไหวของเธอเหมือนจะบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจ เป็นความงามที่เกิดขึ้นท่ามกลางความหายนะอย่างแท้จริง ดูแล้วรู้สึกสะเทือนใจกับความไร้เดียงสาที่ต้องมาอยู่ในวังวนของการเมือง เรื่อง นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ทำฉากนี้ได้กินใจมาก
ทหารในชุดเกราะสีแดงที่วิ่งเข้ามาในห้องโถงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ทำให้รู้ว่าสถานการณ์ภายนอกคงเลวร้ายมาก การที่เขาคุกเข่าลงต่อหน้านางพญาแสดงถึงความจงรักภักดี แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความไร้พลังในการเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ฉากนี้ทำให้รู้สึกสงสารทหารที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งทั้งที่รู้ว่ากำลังจะเกิดหายนะขึ้น ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และมโนธรรมถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างชัดเจนใน นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง
ในขณะที่เมืองกำลังถูกทำลาย ข้าราชบริพารในวังกลับยังสนใจแต่เรื่องอำนาจและการแก่งแย่งชิงดี ฉากที่พวกเขาพูดคุยและวางแผนกันอย่างลับๆ ในขณะที่นางพญากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต ทำให้เห็นถึงความเน่าเฟะของระบบราชการอย่างชัดเจน ตัวละครแต่ละคนต่างมีวาระซ่อนเร้นของตัวเอง ดูแล้วรู้สึกโกรธแทนนางพญาที่ต้องรายล้อมไปด้วยคนแบบนี้ เรื่อง นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง สะท้อนความจริงของสังคมได้เจ็บแสบมาก
ถ้วยทองที่นางพญาถืออยู่นั้นดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูเปราะบางและพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ฉากที่เธอจิบน้ำจากถ้วยด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ทำให้รู้สึกได้ว่าอำนาจที่เธอมีนั้นอาจไม่มีความหมายอะไรเลยในสถานการณ์เช่นนี้ การถือถ้วยทองของเธอเหมือนเป็นการยึดเหนี่ยวสุดท้ายที่เหลืออยู่ ใน นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง วัตถุชิ้นนี้คงมีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องอย่างมาก
ฉากที่นางพญานั่งอยู่บนบัลลังก์โดยไม่พูดอะไรเลย แต่สายตากลับสื่ออารมณ์ได้มากมาย ความเงียบของเธอทำให้บรรยากาศในห้องโถงตึงเครียดขึ้นทันที ข้าราชบริพารต่างพากันเงียบกริบเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ ความเงียบในบางครั้งก็ทรงพลังมากกว่าคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น ดูแล้วรู้สึกเกรงกลัวต่ออำนาจที่ซ่อนอยู่ในความนิ่งนั้น เรื่อง นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ใช้ความเงียบในการเล่าเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม
ฉากสงครามที่เมืองถูกเผาผลาญและผู้คนล้มตายอย่างมากมาย ทำให้รู้สึกถึงความโหดร้ายของสงครามที่ไม่มีผู้ชนะอย่างแท้จริง แม้แต่ฝ่ายที่ได้ครองเมืองก็อาจต้องสูญเสียทุกอย่างไปเช่นกัน ภาพของปีศาจที่กินซากศพมนุษย์ช่างน่าสยดสยองและสะท้อนถึงความป่าเถื่อนของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ใน นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง สงครามไม่ใช่แค่การต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด
ดูแล้วรู้สึกเหมือนทุกตัวละครในเรื่องนี้กำลังเดินไปสู่ชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแค่ไหนก็ตาม นางพญาที่พยายามรักษาอำนาจ ข้าราชบริพารที่พยายามแย่งชิงผลประโยชน์ หรือแม้แต่ทหารที่พยายามปกป้องบ้านเมือง ทั้งหมดดูเหมือนจะตกอยู่ในกำมือของโชคชะตาที่โหดร้าย เรื่อง นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ทำให้เราตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วมนุษย์มีอิสระในการเลือกจริงๆ หรือ