บรรยากาศในท้องพระโรงช่วงแรกช่างตึงเครียดจนแทบจะขาดใจ ตัวละครแต่ละคนแสดงสีหน้าหวาดกลัวและสับสนได้สมจริงมาก โดยเฉพาะฉากที่ขุนนางพยายามทัดทานแต่กลับถูกมองข้าม ชวนให้คนดูอย่างเราต้องลุ้นตามว่าเรื่องร้ายแรงขนาดไหน การดำเนินเรื่องในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง เร็วและกระชับมาก ไม่มีการยืดเยื้อให้เสียอารมณ์ ดูแล้วติดหนึบตั้งแต่ต้นจนจบ
ต้องยอมรับว่าชุดและเครื่องประดับของนางพญางดงามตระการตาจริงๆ แต่แววตาของเธอกลับเย็นชาและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ฉากที่เธอยืนอยู่บนบัลลังก์แล้วสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง ช่างขัดแย้งกับความสวยงามภายนอกอย่างน่าขนลุก เรื่องราวในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ทำให้เห็นว่าการเมืองในวังหลวงนั้นอันตรายกว่าสนามรบเสียอีก
ฉากที่แม่ทัพต้องเผชิญหน้ากับอสูรกายยักษ์สีแดงช่างน่าตื่นตาตื่นใจ เอฟเฟกต์ไฟและสายฟ้าทำออกมาได้สมจริงมาก เห็นแล้วรู้สึกถึงความสิ้นหวังของกองทัพมนุษย์ที่ต้องสู้กับพลังเหนือธรรมชาติ การต่อสู้ในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ไม่ใช่แค่การฟันแทงธรรมดา แต่เป็นการเดิมพันด้วยชีวิตและชะตากรรมของทั้งแผ่นดิน
แม้จะรู้ว่าสู้ไม่ได้แต่แม่ทัพก็ยังเลือกที่จะยืนหยัดปกป้องประชาชน ฉากที่เขาขี่ม้านำทัพออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูทั้งที่รู้ว่าอาจต้องตาย ช่างเรียกน้ำตาและสร้างความฮึกเหิมได้เป็นอย่างดี เรื่องราวในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง สอนให้เราเห็นว่าความกล้าหาญที่แท้จริงไม่ใช่การไม่กลัว แต่คือการก้าวเดินต่อไปทั้งที่กลัว
ภาพเมืองที่ถูกทำลายและผู้คนล้มตายกระจายเต็มพื้นดินช่างน่าสลดใจมาก อสูรกายยักษ์ที่เดินย่ำไปมาพร้อมอาวุธคู่กายสร้างความหวาดกลัวได้สุดๆ ฉากเหล่านี้ในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ทำให้เราตระหนักถึงราคาของสงครามและความโหดร้ายของศัตรูที่ไม่มีหัวใจมนุษย์ ดูแล้วรู้สึกจุกอกและอยากเอาใจช่วยพระเอกมาก
ฉากที่พระเอกใช้พลังแสงสว่างต่อสู้กับปีศาจไฟช่างสวยงามและอลังการมาก แสงสีทองที่พุ่งออกมาจากดาบตัดกับสีแดงฉานของศัตรูได้อย่างลงตัว การออกแบบฉากต่อสู้ในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ทำออกมาได้ดีมาก ทั้งมุมกล้องและจังหวะการตัดต่อที่ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ในสนามรบจริงๆ
แม้จะเป็นฉากต่อสู้แต่บทพูดของตัวละครแต่ละคนยังคงความคมคายและมีความหมายลึกซึ้ง โดยเฉพาะประโยคที่ขุนนางพูดเตือนสติและประโยคที่แม่ทัพตอบกลับ ชวนให้คิดตามว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในยามวิกฤต นักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ไม่ได้มีแค่ฉากแอ็คชั่นแต่ยังแฝงข้อคิดดีๆ ไว้ให้คนดูได้ขบคิดอีกด้วย
จากฉากที่กองทัพมนุษย์ถูกทำลายจนเกือบหมด แต่แล้วพระเอกก็ลุกขึ้นสู้ต่ออย่างไม่ยอมแพ้ ฉากนี้ในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง สื่อสารอารมณ์ได้ดีมาก ทำให้คนดูรู้สึกฮึกเหิมและอยากเอาใจช่วยตัวละครหลัก การแสดงออกทางสีหน้าและแววตาของนักแสดงทำให้เราเชื่อในตัวละครนั้นจริงๆ
อสูรกายยักษ์สีแดงที่มีเขาและร่างกายเต็มไปด้วยลาวาช่างออกแบบได้น่ากลัวและมีเอกลักษณ์มาก ทุกรายละเอียดทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่รอยแตกบนผิวหนังไปจนถึงเปลวไฟที่ลุกโชน ตัวละครนี้ในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง เป็นตัวร้ายที่สมบูรณ์แบบทั้งรูปลักษณ์และพลังอำนาจ
แม้ฉากสุดท้ายจะดูเหมือนว่าฝ่ายร้ายจะชนะแต่ก็ยังมีปมให้ติดตามต่อว่าพระเอกจะกลับมาแก้แค้นได้อย่างไร การจบแบบเปิดในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ทำให้คนดูต้องรอคอยภาคต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ เป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่ฉลาดมากที่ทำให้เราไม่อาจละสายตาจากหน้าจอได้