ชอบวิธีเล่าเรื่องที่ใช้การสลับฉากระหว่างนางเอกกับพระเอกตอนคุยโทรศัพท์มาก มันทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รู้ทั้งสองฝั่งของเรื่องราวโดยไม่ต้องมีบทพูดเยอะแยะ ฉากเมืองที่มองจากตึกสูงลงมาช่วยสร้างบรรยากาศความเหงาได้ดีมาก แม้จะอยู่ท่ามกลางความเจริญแต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว การที่ทั้งคู่ต่างคนต่างคุยโทรศัพท์แต่ดูเหมือนจะเข้าใจกันลึกซึ้ง เป็นเสน่ห์ที่ทำให้แกล้งเจ้าชู้ แต่รักเธอคนเดียว ดูมีมิติมากกว่าละครทั่วไป
ต้องยอมรับว่าชุดในเรื่องนี้เลือกมาได้ดีมาก ทั้งชุดสูทสีเทาของนางเอกที่ดูเรียบหรูแต่มีสไตล์ และชุดสูทสามชิ้นของพระเอกที่ดูสง่างามมาก โดยเฉพาะเสื้อโค้ทสีดำที่มีรายละเอียดตรงปกเสื้อสีขาวตัดกันสวยงามมาก ใส่แล้วดูมีอำนาจแต่ไม่ดุเกินไป เครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ อย่างเข็มกลัดรูปกุญแจของนางเอกก็ดูมีความหมายซ่อนอยู่ เป็นรายละเอียดที่ทำให้แกล้งเจ้าชู้ แต่รักเธอคนเดียว ดูมีระดับขึ้นเยอะเลย
ชอบฉากที่ทั้งคู่คุยโทรศัพท์แต่ไม่มีเสียงบทพูดเลย มีแค่สีหน้าที่เปลี่ยนไปตามอารมณ์ มันทำให้เราต้องใช้จินตนาการว่าเขากำลังคุยอะไรกันอยู่ ความเงียบในฉากนี้กลับทำให้เรารู้สึกถึงอารมณ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าการมีบทพูดเยอะๆ เสียอีก ฉากที่นางเอกยืนมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วคุยโทรศัพท์คือที่สุดของความเหงาที่งดงาม เป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทำให้แกล้งเจ้าชู้ แต่รักเธอคนเดียว ดูมีศิลปะในการนำเสนอมาก
แม้จะเป็นแค่ตัวประกอบแต่ลูกน้องของพระเอกแต่ละคนดูมีบุคลิกชัดเจนมาก โดยเฉพาะตอนที่เดินตามหลังบอสมาในโถงกว้าง ทุกคนเดินพร้อมกันอย่างมีระเบียบแต่ก็ดูเป็นธรรมชาติมาก สีหน้าที่มองบอสด้วยความเคารพแต่ก็มีความเป็นห่วงซ่อนอยู่ ทำให้เรารู้สึกว่าทีมนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจริงๆ เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้โลกในเรื่องแกล้งเจ้าชู้ แต่รักเธอคนเดียว ดูสมจริงและมีชีวิตชีวามากขึ้น
โทรศัพท์ในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสารแต่เหมือนเป็นสะพานเชื่อมหัวใจของทั้งสองคนเลย ชอบตอนที่ทั้งคู่ต่างคนต่างรับสายแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปทันที มันบอกเล่าเรื่องราวความรักที่ซ่อนอยู่ได้ดีมาก แม้จะอยู่คนละที่แต่ดูเหมือนจะเข้าใจกันลึกซึ้ง แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ส่องมาที่หน้าในฉากมืดๆ ช่วยสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกมาก เป็นรายละเอียดที่ทำให้แกล้งเจ้าชู้ แต่รักเธอคนเดียว ดูมีความหมายมากกว่าแค่ละครรักทั่วไป