การที่พระเอกในชุดสูทลายทางพยายามจะอธิบายอะไรบางอย่างแต่ถูกตัดบทด้วยความเงียบของอีกฝ่าย เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากในเรื่อง แผนเลี้ยงลูกให้ติดดิน ดูเหมือนว่าความมั่นใจที่เคยมีจะพังทลายลงทันทีเมื่อเผชิญหน้ากับความจริง การแสดงของนักแสดงนำชายที่เปลี่ยนจากสีหน้ายิ้มเยาะมาเป็นความกังวลใจ ทำเอาคนดูต้องลุ้นตามว่าเรื่องราวจะลงเอยอย่างไร ความดราม่าแบบนี้แหละที่ขาดไม่ได้
วัตถุชิ้นเล็กๆ อย่างซองสีแดงในมือของชายหนุ่มเสื้อเบจ กลับกลายเป็นจุดศูนย์กลางของอารมณ์ทั้งหมดในฉากนี้ของ แผนเลี้ยงลูกให้ติดดิน มันไม่ใช่แค่ซองธรรมดาแต่มันคือสัญลักษณ์ของการตัดสัมพันธ์หรือการยอมรับความจริงบางอย่าง การที่เขากำมันแน่นแล้วเดินจากไป ทิ้งให้อีกฝ่ายยืนงงกลางห้องทำงาน สร้างความสงสัยให้คนดูอยากติดตามต่อทันทีว่าข้างในนั้นมีอะไรกันแน่
ตัวละครในชุดสูทสีเทาดูเหมือนจะพยายามรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไว้ตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่กำลังจะเสียท่าก็ยังพยายามจัดเสื้อจัดผม แต่ใน แผนเลี้ยงลูกให้ติดดิน ฉากที่เขาต้องมาคุกเข่าหรือทำท่าทางประหลาดๆ เพื่อขอโทษหรืออธิบายอะไรบางอย่าง มันช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกับบุคลิกเดิมอย่างสิ้นเชิง ความตลกปนเศร้าแบบนี้ทำให้เรื่องน่าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ต้องมีบทพูดเยอะแยะ แค่สายตาของชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่มองไปยังอีกฝ่ายก็บอกทุกอย่างแล้ว ใน แผนเลี้ยงลูกให้ติดดิน การสื่อสารผ่านภาษากายทำได้ดีมาก โดยเฉพาะฉากที่เขายืนนิ่งๆ ถือซองสีแดงแล้วมองไปข้างหน้า สายตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความหมาย ทำให้คนดูรู้สึกถึงความสิ้นหวังและความตัดสินใจที่เด็ดขาดของเขา ช่างเป็นฉากที่กินใจจริงๆ
ฉากหลังที่เป็นห้องทำงานทันสมัยกับผนังอิฐแก้วใน แผนเลี้ยงลูกให้ติดดิน ไม่ได้มีไว้แค่ให้ดูสวยอย่างเดียว แต่มันช่วยสร้างบรรยากาศของความเย็นชาและความห่างเหินระหว่างตัวละครได้เป็นอย่างดี แสงสว่างที่ส่องผ่านกระจกทำให้เห็นสีหน้าของตัวละครชัดเจนขึ้น ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับฉากดราม่านี้ การจัดวางองค์ประกอบภาพทำออกมาได้เนียนตาและส่งเสริมอารมณ์เรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม