ดูแล้วเห็นใจทั้งฝ่ายให้และฝ่ายรับเลย พระเอกก็อยากแสดงความรัก แต่ฝ่ายหญิงอาจจะยังไม่พร้อมหรือมีเหตุผลของตัวเอง การที่เธอรับดอกไม้แล้วทิ้งทันทีมันดูใจร้ายแต่ก็จริงใจในแบบของเธอ เรื่องราวใน รักนี้มิอาจลืม สะท้อนความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งวิ่งตามอีกฝ่ายจนเหนื่อยได้ดีมาก ดูแล้วอยากให้ทั้งสองคนได้คุยกันดีๆ มากกว่าการเข้าใจผิดแบบนี้
ฉากที่พระเอกเห็นรูปดอกไม้ในถังขยะผ่านมือถือช่างเป็นภาพที่จำไม่ลืมเลย มันเหมือนการตบหน้ากลางอากาศว่าความพยายามของเขาไร้ค่าแค่ไหน เรื่องราวใน รักนี้มิอาจลืม สอนเราว่าบางครั้งการหยุดและถอยออกมาอาจจะดีกว่าการดันทุรังทำในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ ความเจ็บปวดนี้คงเป็นบทเรียนที่ทำให้พระเอกเติบโตขึ้นและเข้าใจความรักมากขึ้นในอนาคต
ชอบที่เรื่องนี้นำเสนอความแตกต่างของความคิดระหว่างชายและหญิงได้ชัดเจนมาก พระเอกคิดว่าดอกไม้คือสัญลักษณ์ของความรัก แต่สำหรับผู้หญิงอาจจะเป็นแค่ภาระหรือสิ่งของที่ไม่จำเป็น ฉากใน รักนี้มิอาจลืม ที่เธอโยนทิ้งมันไม่ใช่เพราะเธอใจร้าย แต่เพราะเธออาจจะไม่ต้องการความรักในรูปแบบนี้ การสื่อสารที่ขาดหายไปทำให้ทุกอย่างพังทลายลงอย่างน่าเสียดาย
ดูแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพระเอกเลย ความพยายามทั้งหมดที่มีกลับกลายเป็นศูนย์ในพริบตา ฉากที่เขามองลงมาแล้วเห็นผู้หญิงทิ้งดอกไม้ มันเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลง เรื่องราวใน รักนี้มิอาจลืม ทำให้เราเห็นว่าความรักไม่ใช่เกมที่เราสามารถควบคุมผลลัพธ์ได้เสมอไป บางครั้งเราต้องยอมรับว่าเราอาจจะไม่ใช่คนที่เขาต้องการจริงๆ ก็เป็นได้
ชอบบรรยากาศในเรื่องมาก โดยเฉพาะความเงียบที่ปกคลุมทุกฉากหลังจากที่ดอกไม้ถูกทิ้ง มันสื่อถึงความว่างเปล่าและความผิดหวังได้ดียิ่งกว่าคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องราวใน รักนี้มิอาจลืม ทำให้เราเห็นว่าการไม่ตอบรับก็เป็นการตอบรับอย่างหนึ่งที่เจ็บปวดที่สุด พระเอกคงต้องใช้เวลาอีกนานในการเยียวยาหัวใจจากบาดแผลนี้ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้เรียนรู้ว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร