การดำเนินเรื่องผ่านบทสนทนาทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียวแต่ไม่ทำให้รู้สึกเบื่อเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับยิ่งเพิ่มความสงสัยให้คนดูอยากรู้ต้นตอของปัญหา การแสดงของนักแสดงทั้งสองคนสมจริงมาก โดยเฉพาะช่วงที่น้ำตาคลอเบ้าแต่พยายามกลั้นไว้ ทำให้คนดูรู้สึกจุกอกตามไปด้วย เป็นงานละเอียดที่หาชมได้ยากใน รักนี้มิอาจลืม
ตอนแรกนึกว่าจะเป็นการทะเลาะเบาะแว้งธรรมดา แต่พอพระเอกปรากฏตัวขึ้นมากลับเปลี่ยนบรรยากาศทันที จากความกังวลในสายโทรศัพท์กลายเป็นความตึงเครียดแบบเห็นหน้ากันจริง ท่าทางของพระเอกที่เดินเข้ามาแล้ววางมือบนเก้าอี้ดูมีอำนาจและน่าเกรงขามมาก ทำให้เราเดาไม่ออกเลยว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร ต้องรอดูตอนต่อไปเท่านั้น
แม้จะไม่มีบทพูดให้ได้ยินชัดเจน แต่ภาษากายและสีหน้าของตัวละครบอกเล่าเรื่องราวได้ทั้งหมด ความสับสน ความเจ็บปวด และความหวังที่สลับกันไปมาในแววตาของนางเอก ทำให้เราสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของปัญหาที่เธอต้องเผชิญ ฉากที่เธอวางโทรศัพท์แล้วมองไปทางพระเอกด้วยสายตาว่างเปล่า ช่างเป็นภาพที่ตราตรึงใจมากใน รักนี้มิอาจลืม
ชอบความขัดแย้งในตัวละครหญิงอีกคนที่ดูมีความสุขกับการสนทนาแต่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมบางอย่าง รอยยิ้มของเธอในฉากแสงสีม่วงดูน่ากลัวและน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน การตัดสลับระหว่างความบริสุทธิ์ของนางเอกกับความลึกลับของตัวละครนี้ ทำให้พล็อตเรื่องดูน่าสนใจขึ้นมาก อยากรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ควบคุมเกมนี้
ชอบการแสดงออกทางสีหน้าของนางเอกในชุดสีน้ำตาลมาก แค่ขยับคิ้วหรือกัดริมฝีปากก็สื่ออารมณ์ได้ลึกซึ้ง การตัดต่อที่กระชับทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังแอบฟังเรื่องลับๆ ของพวกเธอ ฉากจบที่พระเอกเดินเข้ามาพร้อมท่าทางขึงขังยิ่งทำให้ใจเต้นแรง อยากรู้เหลือเกินว่าบทสนทนาเมื่อกี้เกี่ยวกับอะไรกันแน่ ใน รักนี้มิอาจลืม