ฉากที่อัศวินไร้มงกุฎ ยื่นดาบเก่าๆ ให้พระเอกมันกินใจมากนะ เหมือนจะบอกว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อาวุธ แต่อยู่ที่จิตใจ คนดูแล้วรู้สึกฮึกเหิม อยากลุกขึ้นมาสู้บ้าง แม้จะไม่มีของวิเศษติดตัวก็ตาม
ชอบฉากดวลเวทมนตร์ระหว่างพ่อมดไฟกับอัศวินขี่ม้าขาวมาก เอฟเฟกต์แสงสีสวยตาแตกจริงๆ โดยเฉพาะจังหวะที่ดาบปะทะกันแล้วเกิดประกายไฟ มันดูแล้วตื่นเต้นจนต้องกลั้นหายใจ ดูในแอปพลิเคชันแล้วภาพชัดมาก คุ้มค่าการรอคอย
ฉากที่อาจารย์แก่ทรุดตัวลงเพราะคำสาปดาบมันเรียกน้ำตาได้เลยนะ ท่านยอมเจ็บตัวเองเพื่อส่งต่อภารกิจให้รุ่นน้อง ความสัมพันธ์แบบอาจารย์กับลูกศิษย์แบบนี้หาได้ยากในหนังยุคนี้ ดูแล้วซึ้งจนต้องพักเบรกอารมณ์สักนิด
ฉากที่พระเอกไปต่อยระฆังยักษ์จนแตกกระจายมันสะใจมาก! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนจะพังทั้งเมืองเลย คนแถวนั้นวิ่งหนีกันวุ่นวาย แต่พระเอกยืนนิ่งๆ แบบเท่มาก ฉากนี้ใน อัศวินไร้มงกุฎ คือจุดเปลี่ยนสำคัญเลย
ชอบฉากที่หญิงสาวชาวบ้านวิ่งมาจับมือพระเอกแล้วพาเดินเข้าเมือง มันดูอบอุ่นมากท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด ความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องพูดเยอะแต่สื่อผ่านสายตาได้ดีมาก ดูแล้วใจละลายเลย
ฉากสุดท้ายในห้องโถงใหญ่ที่มีบัลลังก์ทองคำกับรูปปั้นเทวดาปีกกว้างมันดูอลังการมาก แสงส่องลงมาสวยจนตาพร่า พระเอกเดินเข้าไปแบบมุ่งมั่น แม้จะแต่งตัวมอมแมมแต่ดูมีสง่าราศีมาก
ตั้งแต่เริ่มเรื่องจนจบ เห็นพัฒนาการของพระเอกชัดเจนมาก จากเด็กบ้านนอกที่ถือดาบไม้ กลายเป็นนักรบที่พร้อมเผชิญหน้ากับราชา ดูแล้วรู้สึกภูมิใจเหมือนเราโตไปด้วยกัน เรื่อง อัศวินไร้มงกุฎ ทำได้ดีมาก
เพลงตอนฉากต่อสู้มันเร้าใจมาก จังหวะกลองกับเสียงไวโอลินมันทำให้หัวใจเต้นเร็วตามไปด้วย พอถึงฉากซึ้งๆ ดนตรีก็เบาลงจนได้ยินเสียงหายใจของคนดูเลย ต้องชมทีมทำเสียงจริงๆ
ฉากแรกที่เห็นปราสาทลอยฟ้ากับน้ำตกสูงเสียดฟ้ามันสวยจนต้องหยุดหายใจเลย บรรยากาศเหมือนอยู่ในฝัน ดูแล้วอยากกระโดดเข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริงๆ การเปิดเรื่องแบบนี้ทำให้คนดูติดหนึบทันที
ตอนจบที่พระเอกคุกเข่าต่อหน้าราชาแล้วหญิงสาวคอยปลอบใจ มันทิ้งคำถามไว้เยอะมากว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ราชาจะยอมรับไหม? ดาบสนิมจะฟื้นพลังได้หรือเปล่า? ต้องรอดูตอนต่อไปในแอปพลิเคชันเท่านั้น
รีวิวตอนนี้
ดูเพิ่มเติม