ฉากที่ปู่ส่งมอบจี้หยกให้หลานสาวคือจุดพีคที่บีบหัวใจที่สุด น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ใช่แค่ความเศร้า แต่คือภาระอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับ การแสดงของนักแสดงนำในราชินีสงครามคืนถิ่น ทำได้ดีมากจนคนดูต้องกลั้นหายใจตาม บรรยากาศในห้องนอนที่ดูอบอุ่นแต่แฝงความกดดัน ทำให้เรารู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างคนในตระกูลนี้จริงๆ
การตัดสลับระหว่างห้องโรงพยาบาลที่เงียบเหงากับห้องนอนที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด สร้างอารมณ์ที่ขัดแย้งแต่ลงตัวมาก ชายชุดดำที่ยืนมองด้วยสายตาเย็นชาตัดกับหญิงสาวที่ร้องไห้แทบขาดใจ เรื่องราวในราชินีสงครามคืนถิ่น ดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าที่คิด แค่ฉากเปิดก็ทำให้เราอยากตามต่อทันทีว่าใครกันแน่คือผู้ร้ายตัวจริง
ชอบมุมกล้องที่จับรายละเอียดสีหน้าของตัวละครมาก โดยเฉพาะตอนที่คุณปู่จับมือหลานชายแล้วพูดจาอำลา แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความกังวลมันสื่อออกมาได้ชัดเจนมากโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ การดำเนินเรื่องในราชินีสงครามคืนถิ่น เร็วแต่ไม่รีบร้อน ให้เวลาคนดูได้ซึมซับอารมณ์ทุกช่วงเวลาอย่างเต็มที่
สัญลักษณ์ของชุดสีดำที่ตัวละครหญิงสวมใส่ดูเหมือนจะสื่อถึงการไว้ทุกข์ล่วงหน้า หรือบางทีอาจจะเป็นเครื่องแบบของนักล่าความยุติธรรมก็ได้ ฉากที่เธอจ้องมองชายที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ทำให้เราสงสัยว่าเธอคือเพื่อนหรือศัตรูกันแน่ ราชินีสงครามคืนถิ่น เล่นกับจิตวิทยาคนดูได้เก่งมาก ทำให้เราต้องคาดเดาไปต่างๆ นานา
จี้หยกที่มีรูปมังกรสีทองไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่มันคือกุญแจสำคัญที่จะเปิดปมทั้งหมดของเรื่องนี้ การที่ปู่ยอมมอบมันให้หลานสาวในวาระสุดท้าย แสดงให้เห็นว่าเขามั่นใจในตัวเธอมากแค่ไหน ฉากนี้ในราชินีสงครามคืนถิ่น ทำให้เรารู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เพราะมันเหมือนการส่งต่อภารกิจที่อันตรายที่สุดให้กับคนรุ่นต่อไป