พล็อตเรื่องดูจะซับซ้อนกว่าที่คิดไว้ตอนแรก ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักทั้งสามคนดูเหมือนจะมีปมในอดีตที่เกี่ยวโยงกัน การที่หญิงสาวในชุดสีชมพูแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ในขณะที่อีกฝ่ายทำได้แค่ยืนนิ่งๆ ทำให้คนดูอย่างเราต้องลุ้นว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร
การเปลี่ยนฉากจากห้องทำงานมาสู่ดาดฟ้าที่มีแสงแดดจ้า สร้างความแตกต่างของอารมณ์ได้อย่างน่าสนใจ หญิงสาวที่ดูเรียบร้อยในฉากก่อน กลับต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่อมีกลุ่มคนมาสูบบุหรี่ใกล้ๆ ฉากนี้ในรักเหนือกาลเวลาทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของตัวละคร
ชอบการใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างหนังสือที่ตัวละครเอกถือ หรือแว่นตาที่เธอใส่เมื่อต้องอ่านหนังสือ มันช่วยสร้างคาแรคเตอร์ให้ดูมีมิติมากขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวละครที่เดินไปมาแต่มีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจรอให้คนดูได้ค้นหา
ต้องชมการแสดงของนักแสดงนำที่สามารถสื่ออารมณ์ผ่านสายตาได้โดยไม่ต้องพึ่งคำพูดเยอะแยะ โดยเฉพาะฉากที่เธอต้องยืนมองคนที่รักอยู่กับคนอื่น ความเจ็บปวด ความน้อยใจ มันส่งผ่านหน้าจอมาถึงคนดูได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้เรารู้สึกอินไปกับตัวละครทันที
เรื่องราวในรักเหนือกาลเวลาไม่ได้เร่งรีบแต่ค่อยๆ เผยปมปัญหาออกมาทีละนิด เหมือนระเบิดเวลาที่นับถอยหลังรอวันระเบิด ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนปกติแต่จริงๆ แล้วเปราะบางเกินกว่าจะรับแรงกระแทกใดๆ ได้ คนดูอย่างเราทำได้แค่รอชมว่าใครจะเป็นคนจุดชนวน
มีฉากหนึ่งที่หญิงสาวต้องยืนมองคนที่เธอรักอยู่กับหญิงอื่นในระยะใกล้ๆ สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ มันทำให้คนดูอย่างเราเจ็บปวดไปด้วย การแสดงในฉากนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง
ฉากเปิดเรื่องในออฟฟิศเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สายตาของหญิงสาวชุดดำที่จ้องมองชายหนุ่มกับหญิงชุดชมพูช่างเจ็บปวดเหลือเกิน เหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มเหล่านั้น การแสดงสีหน้าของตัวละครแต่ละคนบอกเล่าเรื่องราวได้ดีกว่าคำพูดใดๆ ในรักเหนือกาลเวลา