ตัวละครเพื่อนสาวในชุดสีน้ำเงินทำหน้าที่ได้ดีมาก ทั้งการรับส่งมุกและการเป็นคนที่คอยรับฟังปัญหา การแสดงออกของเธอทำให้รู้ว่าเธอหวังดีกับเพื่อนจริงๆ แม้บางครั้งอาจจะพูดตรงไปหน่อยแต่ก็มาจากความห่วงใย ฉากที่เธอนั่งคุยกับนางเอกบนเตียงทำให้เห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาก ดูแล้วอยากมีเพื่อนแบบนี้บ้าง
มีหลายฉากในเรื่องที่ตัวละครไม่ได้พูดอะไรเลย แต่สีหน้าและภาษากายกลับสื่ออารมณ์ได้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะตอนที่นางเอกนั่งนิ่งๆ แล้วน้ำตาคลอเบ้า หรือตอนที่พระเอกหยุดเล่นกีตาร์แล้วหันมามอง ความเงียบเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกถึงน้ำหนักของอารมณ์ได้ชัดเจนมาก รักเหนือกาลเวลา สอนให้เราเข้าใจว่าบางครั้งความเงียบก็มีความหมายที่สุด
ต้องชมเรื่องการใช้เพลงประกอบที่เข้ากับอารมณ์ของเรื่องมาก โดยเฉพาะฉากที่พระเอกเล่นกีตาร์ในหอประชุม เสียงเพลงมันพาเราลอยไปกับความทรงจำของตัวละครเลย ยิ่งพอมาตัดกับฉากปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป ยิ่งทำให้รู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา ดูในเน็ทชอร์ตแล้วรู้สึกว่าได้ประสบการณ์การดูที่เต็มอิ่มมาก คุ้มค่าทุกนาที
ชอบวิธีเล่าเรื่องผ่านบทสนทนาของสองสาวเพื่อนซี้มาก ทุกคำพูดเหมือนมีนัยซ่อนอยู่ข้างใน โดยเฉพาะตอนที่เพื่อนพยายามปลอบใจแต่กลับทำให้เรื่องยิ่งซับซ้อนขึ้น การแสดงสีหน้าของนางเอกตอนนั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องอดีตมันสื่ออารมณ์ได้ลึกซึ้งมาก รักเหนือกาลเวลา เรื่องนี้เล่นกับความรู้สึกคนดูเก่งจริงๆ
ฉากย้อนอดีตในปี ๒๐๑๓ ทำออกมาได้น่าจดจำมาก ทั้งชุด เครื่องดนตรี และบรรยากาศในหอประชุม มันพาเราเข้าไปอยู่ในโมเมนต์นั้นจริงๆ พระเอกเล่นกีตาร์ได้เพราะมาก ส่วนนางเอกตอนนั้นดูใสซื่อและน่ารักสุดๆ การตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันใน รักเหนือกาลเวลา ทำได้เนียนมากจนไม่อยากกดข้าม
สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างแววตาของพระเอกที่มองนางเอก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี สายตานั้นก็ยังเหมือนเดิม มันสื่อถึงความรักที่ยังคงอยู่แม้จะไม่ได้พูดออกมา ฉากที่นางเอกถือหนังสือแล้วเขินอายตอนพระเอกหันมามอง ช่างเป็นโมเมนต์ที่หวานจนใจละลาย รักเหนือกาลเวลา เก็บรายละเอียดได้ดีมาก
แค่เห็นรูปถ่ายใบเดียวก็พาเราย้อนเวลากลับไปได้จริงๆ ฉากที่พระเอกหันมามองนางเอกด้วยสายตาอ่อนโยนในปี ๒๐๑๓ มันช่างแตกต่างจากบรรยากาศในปัจจุบันมาก เรื่องราวใน รักเหนือกาลเวลา ทำให้เราเข้าใจว่าเวลาอาจเปลี่ยนคน แต่ความทรงจำดีๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิม ดูแล้วใจสั่นแทนตัวละครสุดๆ