ดูบัลลังก์หงส์ซ่อนกล แล้วต้องบอกว่าฉากที่ชายหนุ่มในชุดม่วงเปลี่ยนจากสีหน้าเจ็บปวดมาเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันนั้นช่างน่ากลัวและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน รอยยิ้มของเขาไม่ได้สื่อถึงความสุข แต่ดูเหมือนเป็นการประชดประชันต่อโชคชะตาหรือบางทีอาจจะเป็นกลลวงบางอย่าง หญิงสาวในชุดเกราะที่ยืนมองด้วยสายตาเรียบเฉยแต่แฝงความกังวลทำให้เราเดาไม่ถูกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นอย่างไรกันแน่ ช่างเป็นฉากที่ดึงอารมณ์คนดูได้เก่งมาก
ในบัลลังก์หงส์ซ่อนกล ฉากที่ตัวละครชายถูกตรึงไว้กับผนังถ้ำแล้วค่อยๆ เปลี่ยนอารมณ์จากโกรธแค้นมาเป็นหัวเราะอย่างบ้าคลั่งนั้นช่างน่าประทับใจ เขาใช้สายตาและกล้ามเนื้อบนใบหน้าสื่ออารมณ์ออกมาได้อย่างทรงพลัง ในขณะที่หญิงสาวในชุดเกราะยืนนิ่งๆ แต่แววตากลับบอกเล่าเรื่องราวมากมาย ความขัดแย้งระหว่างความบ้าคลั่งกับความนิ่งสงบทำให้ฉากนี้ดูมีมิติและน่าติดตามอย่างยิ่ง อยากรู้เหลือเกินว่าเบื้องหลังความเจ็บปวดนี้คืออะไร
การออกแบบเครื่องแต่งกายในบัลลังก์หงส์ซ่อนกล นั้นละเอียดอ่อนมาก หญิงสาวในชุดเกราะสีเงินแดงที่ดูเข้มแข็งและสง่างาม ตัดกับชายหนุ่มในชุดสีม่วงเข้มที่ดูหรูหราแต่กลับตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา ความแตกต่างของเครื่องแต่งกายสะท้อนถึงสถานะและบทบาทของตัวละครได้ชัดเจน ฉากที่ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันในถ้ำมืดนั้นเหมือนภาพวาดที่มีชีวิต ช่างเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เรื่องดูมีคุณภาพและน่าค้นหาอย่างยิ่ง
ฉากที่ประตูใหญ่เปิดออกแล้วหญิงสาวในชุดสีแดงทองเดินนำขบวนออกมาในบัลลังก์หงส์ซ่อนกล นั้นช่างอลังการจริงๆ แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทำให้ชุดของเธอเปล่งประกายราวกับราชินีผู้ทรงอำนาจ การที่เธอเดินนำหน้าหญิงสาวในชุดเกราะแสดงให้เห็นถึงลำดับชั้นและความสำคัญ ฉากนี้เปลี่ยนบรรยากาศจากถ้ำมืดทึบมาเป็นลานกว้างที่ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ช่างเป็นการเปลี่ยนฉากที่ทำได้เนียนและน่าตื่นเต้นมาก
ในบัลลังก์หงส์ซ่อนกล ฉากที่หญิงสาวสองคนยืนหันหลังให้กันบนลานกว้างท่ามกลางภูเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกนั้นช่างสวยงามและน่าคิด หญิงสาวในชุดเกราะที่กำมือแน่นแสดงถึงความมุ่งมั่น ในขณะที่หญิงสาวในชุดสีแดงทองที่ยกมือขึ้นราวกับกำลังร่ายมนต์หรือสั่งการบางอย่าง ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังจะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น บรรยากาศที่เงียบสงบแต่แฝงไปด้วยความตึงเครียดนั้นทำให้คนดูอย่างเราต้องคอยลุ้นว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น