ต้องยกนิ้วให้ทีมสร้างคำสาบานใต้เงาดาบ ที่จัดฉากต่อสู้ได้สมจริงและตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะตอนที่พระเอกวิ่งฝ่ากองทัพศัตรูเพียงลำพัง ภาพสโลว์โมชั่นตอนดาบฟาดฟันผสมผสานกับดนตรีประกอบที่เร้าใจ ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความพยายามของตัวละครที่จะฝ่าวงล้อมออกมาให้ได้แม้จะบาดเจ็บสาหัส มันคือความมันส์ที่หาชมได้ยากในซีรีส์ยุคนี้
สิ่งที่ชอบที่สุดในคำสาบานใต้เงาดาบ คือความสัมพันธ์ของตัวละครที่ดูจริงใจมาก ตอนเพื่อนร่วมก๊วนพยายามรั้งพระเอกที่บาดเจ็บไว้ไม่ให้ไปตายคนเดียว มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นพี่น้องที่แท้จริง ฉากที่ทุกคนยืนมองด้วยความสงสารแต่ทำอะไรไม่ได้ มันบีบคั้นอารมณ์คนดูสุดๆ ทำให้รู้ว่าในสถานการณ์คับขัน มิตรภาพคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
การเลือกใส่เพลงประกอบในคำสาบานใต้เงาดาบ นั้นช่างเหมาะสมกับฉากสุดๆ โดยเฉพาะท่อนที่พระเอกเดินโซเซไปด้วยเลือด เนื้อเพลงที่พูดถึงความเสียสละและโชคชะตา มันยิ่งขับให้ฉากนี้ดูโศกเศร้าและยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก แสงแดดที่สาดส่องลงมาบนร่างที่เปื้อนเลือด ยิ่งทำให้ภาพดูสวยงามแต่ก็เจ็บปวดในเวลาเดียวกัน เป็นงานศิลปะที่กลั่นออกมาจากใจผู้สร้างจริงๆ
ตอนจบของคำสาบานใต้เงาดาบ ในซีซั่นนี้ทำเอาคนดูอย่างเราค้างคาใจมาก พระเอกที่ดูเหมือนจะสิ้นลมแต่กลับมีปาฏิหาริย์ หรืออาจจะแค่ภาพหลอนก่อนตายกันแน่? ฉากที่เพื่อนๆ ยืนมองด้วยความหวังและความกลัว มันทิ้งคำถามไว้เยอะมากว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไร ใครที่รักการดูดราม่าหักมุมต้องไม่พลาดเรื่องนี้เด็ดขาด รอซีซั่นต่อไปใจจะขาดแล้ว
ดูคำสาบานใต้เงาดาบ แล้วใจสลายมาก ฉากที่พระเอกยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องพวกพ้องมันช่างกล้าหาญและเจ็บปวดเหลือเกิน เลือดที่ไหลรินกับแววตาที่มุ่งมั่นทำให้เรารู้สึกถึงความหนักแน่นของคำสัญญา แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม การแสดงของนักแสดงนำถ่ายทอดอารมณ์ได้ลึกซึ้งมากจนคนดูอย่างเราต้องกลั้นน้ำตาไม่อยู่จริงๆ