PreviousLater
Close

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่ 26

like4.2Kchase13.7K

การต่อสู้ของมู่เฉินและความลับของเลือดศักดิ์สิทธิ์

มู่เฉินซึ่งถูกมองว่าไม่มีพรสวรรค์ในการเป็นเซียน ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างลัทธิมาร แม้จะถูกดูถูกจากศัตรูและสงสัยในตัวเอง แต่เขากลับแสดงพลังที่ซ่อนเร้นออกมาในยามคับขัน และถูกกล่าวถึงว่าเป็นผู้มีเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่ลัทธิมารต้องการเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่มู่เฉินมีจะนำพาเขาไปสู่ชะตากรรมใด?
  • Instagram
รีวิวตอนนี้

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ เมื่อผู้เฒ่าผมขาวไม่สามารถช่วยใครได้

ฉากที่ผู้เฒ่าผมขาวถือไม้เท้าแล้วยืนนิ่งอยู่กลางลานวัด ไม่ใช่แค่ภาพที่ดูสงบ แต่มันคือภาพของความไร้ความสามารถที่ถูกห่อหุ้มด้วยความเคารพ ใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยและคิ้วที่ย่นเป็นร่องลึก ไม่ได้บ่งบอกถึงอายุที่มาก แต่บ่งบอกถึงจำนวนครั้งที่เขาต้องกลืนความผิดหวังไว้โดยไม่พูดอะไรเลย ตอนที่เขาใช้มือซ้ายจับศีรษะตัวเองด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะปวดหัว แต่จริงๆ แล้วเขาอาจกำลังพยายามระลึกถึงคำสั่งสอนที่เคยได้รับจากครู师傅ในอดีต — คำว่า ‘อย่าใช้พลังเพื่อแก้แค้น’ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะกลายเป็น ironical อย่างยิ่ง เมื่อคนที่เขาควรปกป้องกำลังล้มลงต่อหน้าต่อตาเขา ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ไม่ได้ถูกพูดโดยตัวละครใดในฉากนี้ แต่มันลอยอยู่ในอากาศ คล้ายกับควันที่พวยพุ่งขึ้นจากพื้นหลังของฉาก ทุกคนในกลุ่มชุดขาวและฟ้าอ่อนต่างก็รู้ดีว่า ผู้เฒ่าคนนี้ไม่ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างที่คนทั่วไปคิด เขาแค่เป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่หลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงหลายครั้ง และตอนนี้ เขาอาจกำลังเผชิญกับครั้งสุดท้ายที่เขาจะสามารถเลือกได้ว่าจะยืนอยู่ข้างไหน ผู้หญิงในชุดฟ้าอ่อนที่ยืนอยู่ด้านขวาของภาพ ไม่ได้แค่แสดงความเศร้า แต่เธอกำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เธอหันไปมองคนที่ล้มลง แล้วกลับมามองผู้เฒ่า ผมของเธอถูกจัดแต่งอย่างประณีตด้วยดอกไม้แห้งและเครื่องประดับเงิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่งที่เธอได้รับในกลุ่มนี้ แต่ในสายตาของเธอ เราเห็นความลังเล — เธอควรจะก้าวไปข้างหน้าและช่วย หรือควรจะถอยหลังและรอคำสั่ง? ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดจากความกลัว แต่เกิดจากความรับผิดชอบที่เธอรู้สึกว่าต้องแบกไว้ในฐานะผู้สืบทอดวิชา สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้เส้นสายของสถาปัตยกรรมจีนโบราณในฉากนี้ หลังคาโค้งที่ยื่นออกไปคล้ายกับมือที่พยายามจะกอดใครสักคนไว้ แต่กลับไม่สามารถทำได้จริง ประตูไม้สีแดงที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง แสดงถึงโอกาสที่ยังเหลืออยู่ แต่ก็อาจเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะภายในนั้นไม่มีใครรออยู่เลย แสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้เงาของผู้เฒ่าทอดยาวไปไกลกว่าคนอื่นๆ ราวกับว่าอดีตของเขาใหญ่กว่าปัจจุบันที่เขาอาศัยอยู่ ในขณะที่ตัวละครในชุดดำยังคงยืนอยู่ด้วยท่าทางที่ดูมั่นคง แต่กล้องจับภาพมือของเขาที่กำลังสั่นเบาๆ ขณะจับไม้เท้า แสดงให้เห็นว่าแม้เขาจะดูแข็งแกร่ง แต่เขาก็ไม่ได้ปลอดภัยจากความไม่แน่นอนของอนาคต ความมืดที่ปกคลุมชุดของเขาไม่ได้หมายถึงความชั่วร้ายเสมอไป แต่บางครั้งมันคือเกราะที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากความคาดหวังของผู้อื่น ฉากนี้ไม่ได้จบด้วยการต่อสู้ที่ดุเดือด แต่จบด้วยความเงียบ ความเงียบที่หนักอึ้งจนเราสามารถได้ยินเสียงลมพัดผ่านใบไม้ของต้นซากุระเทียม ความเงียบนี้คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ใน <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> ที่เราจะได้เห็นว่า บางครั้ง การไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญที่สุด

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่เลือดไหลจากมุมปากแต่ยังยิ้มได้

มุมกล้องที่จับภาพใบหน้าของตัวละครในชุดเทาขณะที่เลือดไหลจากมุมปากซ้ายของเขา ไม่ใช่แค่ภาพที่แสดงถึงความเจ็บปวด แต่มันคือภาพของความภาคภูมิใจที่ยังเหลืออยู่แม้ในวันที่ทุกอย่างพังทลาย สายตาของเขาที่จ้องมองไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น ไม่ได้แสดงถึงความโกรธหรือความแค้น แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะยืนอยู่ตรงนี้ให้ได้อีกสักพักหนึ่ง แม้ร่างกายจะเริ่มสั่นและขาจะไม่สามารถรับน้ำหนักได้เต็มที่แล้วก็ตาม ไม้เท้าที่เขาใช้พยุงตัวไม่ได้ทำจากไม้ธรรมดา แต่เป็นไม้ที่ผ่านการแกะสลักด้วยลายมังกรเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ฝุ่นผง — สัญลักษณ์ของพลังที่ยังไม่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ถูกพูดในใจของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เป็นการปฏิเสธ แต่เป็นการยืนยันว่าเขาไม่ได้ต้องการเป็นแบบที่คนอื่นคิดว่าเขาเป็น เขาไม่ได้ต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ต้องต่อสู้กับทุกคนเพื่อพิสูจน์ตัวตน แต่เขาแค่อยากจะอยู่รอดเพื่อคนที่เขารัก และในวันนี้ เขาอาจกำลังจ่ายราคาสำหรับความปรารถนานั้นอย่างเต็มที่ กลุ่มคนในชุดขาวที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่ได้เคลื่อนไหวเลยแม้แต่นิดเดียว พวกเขาไม่ได้กลัว แต่พวกเขาตระหนักดีว่าหากพวกเขาเข้าไปตอนนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ความสัมพันธ์ที่เคยมีจะกลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้หญิงในชุดฟ้าอ่อนที่ยืนอยู่ด้านขวา ค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะที่หน้าอกของเธอเอง ราวกับว่าเธอกำลังรู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นเร็วขึ้น — ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเธอเริ่มเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการไม่ช่วยคือการช่วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ฉากนี้ใช้การตัดต่อแบบ slow motion อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะตอนที่เลือดหยดลงบนพื้นหิน กล้องจับภาพรายละเอียดของหยดเลือดที่กระทบพื้นแล้วกระจายเป็นรูปทรงคล้ายดาว ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ลึกซึ้ง — แม้จะเป็นเลือดที่ไหลออกมาจากความเจ็บปวด แต่มันก็ยังคงมีความงามในแบบของมันเอง ความงามที่เกิดจากความจริงที่ไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไป สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้สีในฉากนี้ ชุดดำของตัวละครหลักไม่ได้ดูมืดสนิท แต่มีแสงสะท้อนจากโลหะบนบ่าที่ทำให้ดูเหมือนมีเปลวไฟเล็กๆ ลุกไหม้อยู่ใต้ผิวหนังของเขา ส่วนชุดฟ้าอ่อนของผู้หญิงมีความโปร่งแสงที่ทำให้เราเห็นเงาของร่างกายเธอผ่านผ้า ซึ่งเป็นการสื่อสารว่าเธอไม่ได้แข็งแรงอย่างที่ดู外表 แต่เธอมีความอ่อนโยนที่ซ่อนไว้ภายใต้ความแข็งแกร่ง ในตอนนี้ เราไม่ได้เห็นการต่อสู้ด้วยพลังวิเศษ แต่เราเห็นการต่อสู้ของจิตใจที่แท้จริง ตัวละครในชุดเทาไม่ได้ล้มลงเพราะเขาแพ้ แต่เขาล้มลงเพราะเขาเลือกที่จะไม่ใช้พลังทั้งหมดที่เขามี เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม และนั่นคือเหตุผลที่ประโยค <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> กลายเป็นคำ mantra ที่เขาใช้ย้ำเตือนตัวเองในทุกๆ วัน

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่ผู้เฒ่าจับหัวตัวเองด้วยความท้อแท้

ภาพของผู้เฒ่าผมขาวที่ใช้มือขวาจับศีรษะตัวเองด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะปวดหัวอย่างรุนแรง ไม่ใช่แค่การแสดงออกของความเครียด แต่มันคือการระบายความรู้สึกที่ถูกเก็บไว้นานเกินไป ใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยและคิ้วที่ย่นเป็นร่องลึก ไม่ได้บ่งบอกถึงอายุที่มาก แต่บ่งบอกถึงจำนวนครั้งที่เขาต้องกลืนความผิดหวังไว้โดยไม่พูดอะไรเลย ตอนที่เขาใช้มือซ้ายจับศีรษะตัวเองด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะปวดหัว แต่จริงๆ แล้วเขาอาจกำลังพยายามระลึกถึงคำสั่งสอนที่เคยได้รับจากครู师傅ในอดีต — คำว่า ‘อย่าใช้พลังเพื่อแก้แค้น’ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะกลายเป็น ironical อย่างยิ่ง เมื่อคนที่เขาควรปกป้องกำลังล้มลงต่อหน้าต่อตาเขา ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ไม่ได้ถูกพูดโดยตัวละครใดในฉากนี้ แต่มันลอยอยู่ในอากาศ คล้ายกับควันที่พวยพุ่งขึ้นจากพื้นหลังของฉาก ทุกคนในกลุ่มชุดขาวและฟ้าอ่อนต่างก็รู้ดีว่า ผู้เฒ่าคนนี้ไม่ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างที่คนทั่วไปคิด เขาแค่เป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่หลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงหลายครั้ง และตอนนี้ เขาอาจกำลังเผชิญกับครั้งสุดท้ายที่เขาจะสามารถเลือกได้ว่าจะยืนอยู่ข้างไหน ผู้หญิงในชุดฟ้าอ่อนที่ยืนอยู่ด้านขวาของภาพ ไม่ได้แค่แสดงความเศร้า แต่เธอกำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เธอหันไปมองคนที่ล้มลง แล้วกลับมามองผู้เฒ่า ผมของเธอถูกจัดแต่งอย่างประณีตด้วยดอกไม้แห้งและเครื่องประดับเงิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่งที่เธอได้รับในกลุ่มนี้ แต่ในสายตาของเธอ เราเห็นความลังเล — เธอควรจะก้าวไปข้างหน้าและช่วย หรือควรจะถอยหลังและรอคำสั่ง? ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดจากความกลัว แต่เกิดจากความรับผิดชอบที่เธอรู้สึกว่าต้องแบกไว้ในฐานะผู้สืบทอดวิชา สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้เส้นสายของสถาปัตยกรรมจีนโบราณในฉากนี้ หลังคาโค้งที่ยื่นออกไปคล้ายกับมือที่พยายามจะกอดใครสักคนไว้ แต่กลับไม่สามารถทำได้จริง ประตูไม้สีแดงที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง แสดงถึงโอกาสที่ยังเหลืออยู่ แต่ก็อาจเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะภายในนั้นไม่มีใครรออยู่เลย แสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้เงาของผู้เฒ่าทอดยาวไปไกลกว่าคนอื่นๆ ราวกับว่าอดีตของเขาใหญ่กว่าปัจจุบันที่เขาอาศัยอยู่ ในขณะที่ตัวละครในชุดดำยังคงยืนอยู่ด้วยท่าทางที่ดูมั่นคง แต่กล้องจับภาพมือของเขาที่กำลังสั่นเบาๆ ขณะจับไม้เท้า แสดงให้เห็นว่าแม้เขาจะดูแข็งแกร่ง แต่เขาก็ไม่ได้ปลอดภัยจากความไม่แน่นอนของอนาคต ความมืดที่ปกคลุมชุดของเขาไม่ได้หมายถึงความชั่วร้ายเสมอไป แต่บางครั้งมันคือเกราะที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากความคาดหวังของผู้อื่น ฉากนี้ไม่ได้จบด้วยการต่อสู้ที่ดุเดือด แต่จบด้วยความเงียบ ความเงียบที่หนักอึ้งจนเราสามารถได้ยินเสียงลมพัดผ่านใบไม้ของต้นซากุระเทียม ความเงียบนี้คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ใน <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> ที่เราจะได้เห็นว่า บางครั้ง การไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญที่สุด

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่ไม้เท้ากระทบพื้นแล้วเกิดรอยแตก

จุดที่ไม้เท้าของตัวละครในชุดเทากระทบพื้นหินแล้วเกิดรอยแตกเล็กๆ ไม่ใช่แค่รายละเอียดทางเทคนิคของฉาก แต่มันคือสัญญาณแรกของความพังทลายที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกนี้ กล้องจับภาพระยะใกล้ของรอยแตกที่ขยายตัวช้าๆ ราวกับว่ามันกำลังหายใจ แสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้รอยแตกดูเหมือนเส้นเลือดที่กำลังไหลออกมาจากพื้นดินเอง นี่คือการเปรียบเทียบที่ลึกซึ้ง — โลกที่ดูแข็งแรงและมั่นคง กำลังเริ่มมีรอยร้าวจากแรงกดดันที่สะสมมานาน ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ถูกพูดในใจของตัวละครหลักขณะที่เขาใช้ไม้เท้าพยุงตัว แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เป็นการปฏิเสธ แต่เป็นการยอมรับว่าเขาไม่สามารถเป็นคนที่ทุกคนคาดหวังได้อีกต่อไป เขาไม่ได้ล้มลงเพราะเขาอ่อนแอ แต่เขาล้มลงเพราะเขาเลือกที่จะไม่ใช้พลังทั้งหมดที่เขามี เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม และนั่นคือเหตุผลที่ประโยค <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> กลายเป็นคำ mantra ที่เขาใช้ย้ำเตือนตัวเองในทุกๆ วัน กลุ่มคนในชุดขาวที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่ได้เคลื่อนไหวเลยแม้แต่นิดเดียว พวกเขาไม่ได้กลัว แต่พวกเขาตระหนักดีว่าหากพวกเขาเข้าไปตอนนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ความสัมพันธ์ที่เคยมีจะกลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้หญิงในชุดฟ้าอ่อนที่ยืนอยู่ด้านขวา ค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะที่หน้าอกของเธอเอง ราวกับว่าเธอกำลังรู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นเร็วขึ้น — ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเธอเริ่มเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการไม่ช่วยคือการช่วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ฉากนี้ใช้การตัดต่อแบบ slow motion อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะตอนที่เลือดหยดลงบนพื้นหิน กล้องจับภาพรายละเอียดของหยดเลือดที่กระทบพื้นแล้วกระจายเป็นรูปทรงคล้ายดาว ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ลึกซึ้ง — แม้จะเป็นเลือดที่ไหลออกมาจากความเจ็บปวด แต่มันก็ยังคงมีความงามในแบบของมันเอง ความงามที่เกิดจากความจริงที่ไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไป สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้สีในฉากนี้ ชุดดำของตัวละครหลักไม่ได้ดูมืดสนิท แต่มีแสงสะท้อนจากโลหะบนบ่าที่ทำให้ดูเหมือนมีเปลวไฟเล็กๆ ลุกไหม้อยู่ใต้ผิวหนังของเขา ส่วนชุดฟ้าอ่อนของผู้หญิงมีความโปร่งแสงที่ทำให้เราเห็นเงาของร่างกายเธอผ่านผ้า ซึ่งเป็นการสื่อสารว่าเธอไม่ได้แข็งแรงอย่างที่ดู外表 แต่เธอมีความอ่อนโยนที่ซ่อนไว้ภายใต้ความแข็งแกร่ง ในตอนนี้ เราไม่ได้เห็นการต่อสู้ด้วยพลังวิเศษ แต่เราเห็นการต่อสู้ของจิตใจที่แท้จริง ตัวละครในชุดเทาไม่ได้ล้มลงเพราะเขาแพ้ แต่เขาล้มลงเพราะเขาเลือกที่จะไม่ใช้พลังทั้งหมดที่เขามี เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม และนั่นคือเหตุผลที่ประโยค <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> กลายเป็นคำ mantra ที่เขาใช้ย้ำเตือนตัวเองในทุกๆ วัน

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่ผู้หญิงฟ้าอ่อนหันหน้าไปด้วยน้ำตา

ภาพของผู้หญิงในชุดฟ้าอ่อนที่หันหน้าไปข้างๆ ขณะที่น้ำตาไหลลงมาตามแก้ม ไม่ใช่แค่การแสดงความเศร้า แต่มันคือการปลดปล่อยความรู้สึกที่ถูกเก็บไว้นานเกินไป เธอไม่ได้ร้องไห้ด้วยเสียงดัง แต่เธอร้องไห้ด้วยความเงียบ ซึ่งมักจะเจ็บปวดกว่าการร้องไห้ด้วยเสียง เพราะมันแสดงว่าเธอพยายามจะควบคุมทุกอย่างไว้ให้ได้ แม้ในวันที่โลกของเธอพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เธอยังคงยืนอยู่ตรงนี้ด้วยท่าทางที่ดูสง่างาม แม้ร่างกายของเธอจะสั่นเบาๆ จากความเครียดที่สะสม ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ไม่ได้ถูกพูดโดยเธอ แต่มันลอยอยู่ในอากาศระหว่างเธอและผู้เฒ่าผมขาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอ ทั้งสองคนรู้ดีว่า คำว่า ‘เซียน’ ไม่ได้หมายถึงคนที่มีพลังวิเศษมากที่สุด แต่หมายถึงคนที่สามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้แม้ในวันที่ทุกอย่างพังทลาย และในวันนี้ ทั้งคู่กำลังล้มเหลวในสิ่งนั้น กล้องจับภาพรายละเอียดของเครื่องประดับบนผมของเธอ — ดอกไม้แห้งที่ยังคงรักษาสีสันไว้ได้แม้ในวันที่ทุกอย่างดูหม่นหมอง ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ลึกซึ้งว่า ความงามบางอย่างไม่จำเป็นต้องหายไปเมื่อความมืดเข้ามา แต่สามารถอยู่ร่วมกับมันได้ แม้จะดูเปราะบาง แต่ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ ฉากนี้ใช้การเปลี่ยนโฟกัสอย่างชาญฉลาด โดยเริ่มจากใบหน้าของเธอ แล้วค่อยๆ ย้ายไปยังมือของเธอที่กำลังจับขอบผ้าคลุมไหล่ไว้แน่น แสดงให้เห็นว่าเธอพยายามจะไม่ให้ผ้าคลุมหล่นลงมา ไม่ใช่เพราะกลัวจะเปลือย แต่เพราะมันคือสัญลักษณ์ของตำแหน่งที่เธอได้รับ และหากมันหล่นลงมา เธออาจสูญเสียทุกอย่างที่เหลืออยู่ สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้แสงในฉากนี้ แสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้เงาของเธอทอดยาวไปบนพื้นหิน แต่เงานั้นไม่ได้ตรงกับร่างกายของเธออย่างสมบูรณ์ ราวกับว่ามีบางส่วนของเธอที่ยังไม่ได้กลับมาอยู่ในที่ที่ควรจะเป็น นั่นคือความรู้สึกของการสูญเสียที่ยังไม่สามารถยอมรับได้จริงๆ ในตอนนี้ เราไม่ได้เห็นการต่อสู้ด้วยพลังวิเศษ แต่เราเห็นการต่อสู้ของจิตใจที่แท้จริง ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ล้มลงเพราะเธออ่อนแอ แต่เธอล้มลงเพราะเธอเลือกที่จะไม่ใช้พลังทั้งหมดที่เขามี เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม และนั่นคือเหตุผลที่ประโยค <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> กลายเป็นคำ mantra ที่เธอใช้ย้ำเตือนตัวเองในทุกๆ วัน

ยังมีรีวิวสุดมันส์อีกเพียบ (5)
arrow down