PreviousLater
Close

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่ 16

like4.2Kchase13.7K

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ

มู่เฉินมีพรสรรค์มากในการฝึกเป็นเซียนและถึงขั้นเก้าพันแล้ว แต่ปรมาจารย์อาวุโสยืนยันว่าเขาไม่ค่อยมีพรสรรค์ เขาจึงเชื่อมั่นและถ่อมตัวมากในชีวิตประจำวัน แต่ในขณะที่ต่อสู้กับลัทธิมาร เขาได้แสดงความสามารถที่ยอดเยี่ยมออกมา ในที่สุดฆ่าหัวหน้าลัทธิมารตายและปกป้องนิกายด้วย
  • Instagram
รีวิวตอนนี้

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่สอง: ความขัดแย้งระหว่างความสงบกับความโกรธ

หากคุณเคยดู <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> จนจบตอนแรก คุณจะรู้ว่าความเงียบไม่ได้หมายถึงความสงบเสมอไป บางครั้งความเงียบคือระเบิดที่กำลังนับถอยหลังอย่างเงียบเชียบ ฉากที่ชายในชุดขาวยืนอยู่กลางลานวัง ขณะที่ชายในชุดดำนั่งอยู่บนบันไดสูง ไม่ใช่แค่การเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่าย แต่คือการเผชิญหน้าระหว่างสองแนวคิดที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง: ความเชื่อที่ว่า “การไม่ทำอะไรคือการปกป้อง” กับความเชื่อที่ว่า “การไม่ทำอะไรคือการละทิ้ง” ชายในชุดขาวยังคงถือพัดไม้ไผ่ไว้ในมือ แต่คราวนี้เขาไม่ได้เปิดมันออก เขาแค่จับไว้แน่น จนข้อนิ้วขาวโพลน สายตาของเขาจ้องไปที่ชายบนบันไดด้วยความอดทน แต่ในแววตาซ่อนความเจ็บปวดไว้ลึกๆ ขณะที่ชายในชุดดำเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “เจ้าคิดว่าการมาที่นี่ด้วยมือเปล่า จะทำให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมได้หรือ?” คำพูดนี้ไม่ได้ถูกส่งผ่านอากาศ แต่ดูเหมือนจะส่งผ่านพลังงานบางอย่างที่ทำให้ใบไม้บนต้นซากุระสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับธรรมชาติเองก็รู้ว่าความขัดแย้งกำลังจะระเบิด สิ่งที่น่าสนใจคือ การใช้สีในฉากนี้: ชุดขาวของตัวเอกไม่ได้เป็นสีบริสุทธิ์แบบที่เราคุ้นเคย แต่มีรอยเปื้อนสีน้ำตาลที่ปลายเสื้อ ซึ่งอาจเป็นคราบเลือดเก่า หรือคราบดินจากการเดินทางไกล ส่วนชุดดำของอีกฝ่ายก็ไม่ได้ดำสนิท แต่มีลายทองที่ดูเหมือนจะถูกขูดขีดไว้หลายครั้ง แสดงว่าเขาเคยผ่านการต่อสู้มามากมายเช่นกัน ทั้งสองคนไม่ใช่ฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว แต่เป็นคนที่เลือกทางที่ต่างกันในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อชายในชุดดำลุกขึ้นจากบัลลังก์ เขาไม่ได้เดินลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ค่อยๆ ขยับทีละก้าว ทุกก้าวทำให้พื้นหินสั่นเบาๆ ราวกับว่าเขาไม่ได้เดินด้วยเท้า แต่ด้วยน้ำหนักของความผิดหวังที่สะสมมานาน ขณะที่เขาเดินลงมา เขาหยิบไม้เท้าที่วางอยู่ข้างบัลลังก์ — ไม้เท้านั้นไม่ใช้ไม้ธรรมดา แต่ทำจากโครงกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ ปลายไม้ประดับด้วยหัวมังกรที่มีดวงตาทำจากคริสตัลสีแดง ดูเหมือนจะมีชีวิตอยู่ ในจุดนี้ ชายในชุดขาวยังไม่ขยับ แต่เขาพูดว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ… แต่ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ต้องการฆ่าใครในวันนี้” ประโยคนี้ทำให้ชายในชุดดำหยุดก้าวไว้ทันที ใบหน้าของเขาแสดงความตกใจเล็กน้อย แล้วถามกลับว่า “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?” ชายในชุดขาวยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “เพราะถ้าเจ้าต้องการฆ่า 早就ไม่ต้องให้ข้ามาถึงจุดนี้แล้ว” นี่คือจุดที่ <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> แสดงให้เห็นว่า ความฉลาดไม่ได้อยู่ที่การโจมตี แต่อยู่ที่การอ่านใจผู้อื่นได้ถูกต้อง ตัวละครหลักไม่ได้ใช้พลังวิเศษหรืออาวุธลับ แต่ใช้ความเข้าใจในมนุษย์เป็นอาวุธหลักของเขา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่างจากซีรีส์แฟนตาซีทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อชายในชุดดำหันกลับไปยังบัลลังก์ เขาพูดว่า “ถ้าเจ้าไม่ใช่เซียน… แล้วเจ้าคืออะไร?” ชายในชุดขาวตอบด้วยน้ำเสียงเบาแต่ชัดเจนว่า “ข้าคือคนที่ยังไม่ลืมว่าตัวเองเป็นมนุษย์” ประโยคนี้ทำให้ผ้าขาวที่แขวนอยู่เริ่มปลิวแรงขึ้น ราวกับว่าท้องฟ้าเองก็รู้ว่าคำพูดนี้มีน้ำหนักมากกว่าที่ใครๆ จะคาดคิด และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องติดตามต่อว่า ในตอนถัดไป ความขัดแย้งนี้จะจบลงอย่างไร — ด้วยการเจรจา ด้วยการต่อสู้ หรือด้วยการยอมรับความจริงที่ว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ” แต่ก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่สาม: บทสนทนาที่ไม่ได้พูดด้วยคำ

ในโลกของ <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> คำพูดไม่ใช่สิ่งเดียวที่สื่อความหมายได้ บางครั้ง การเงียบ การมอง การหายใจ หรือแม้แต่การจับพัดไม้ไผ่ไว้ในมือก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าบทสนทนาหนึ่งหน้ากระดาษ ฉากที่ชายในชุดขาวยืนอยู่ตรงกลางลานวัง ขณะที่ชายในชุดดำนั่งอยู่บนบันไดสูง ไม่ได้มีการพูดคุยกันนานนัก แต่ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาคือบทสนทนาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะแปลเป็นคำพูดได้ ลองสังเกตที่มือของชายในชุดขาว: เขาจับพัดไม้ไผ่ไว้ด้วยมือขวา แต่นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือซ้ายเขาค่อยๆ ขยับเล็กน้อย ราวกับกำลังนับจำนวนคนที่นอนอยู่บนพื้น หรือกำลังนับเวลาที่เหลือก่อนที่บางสิ่งจะเกิดขึ้น ส่วนมือของชายในชุดดำนั้นวางอยู่บนแขนบัลลังก์ แต่ข้อมือของเขาสั่นเบาๆ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านต้นซากุระ — นั่นคือสัญญาณของความเครียดที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความมั่นคง สิ่งที่น่าทึ่งคือ การใช้แสงและเงาในฉากนี้: แสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้เงาของชายในชุดขาวยาวออกไปทางด้านหน้า แต่เงาของชายในชุดดำกลับยืดยาวไปทางด้านหลัง ราวกับว่าคนหนึ่งกำลังก้าวไปข้างหน้า ส่วนอีกคนกำลังถอยหลังเข้าสู่อดีต นี่ไม่ใช่แค่เทคนิคการถ่ายภาพ แต่คือการเล่าเรื่องผ่านแสงและเงาอย่างลึกซึ้ง เมื่อชายในชุดขาวพูดว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ” คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ชายในชุดดำหัวเราะหรือดูถูก แต่เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากบัลลังก์ด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง แล้วพูดว่า “ถ้าเจ้าไม่ใช่เซียน… แล้วทำไมเจ้าถึง敢มาที่นี่?” คำถามนี้ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูก แต่เป็นการทดสอบ — ทดสอบว่าชายคนนี้มีความกล้าหาญจริงหรือแค่ทำตัวเป็นคนดีเพื่อหลบหนีความผิด ในจุดนี้ เราเห็นภาพลวงตาของเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ระหว่างพวกเขา แต่ไม่มีใครมองเห็นเธอ นอกจากผู้ชม เธอสวมชุดสีขาวเหมือนชายในชุดขาว แต่ใบหน้าของเธอถูกปกคลุมด้วยผ้าขาวบางๆ ที่มีรอยเปื้อนเลือด แล้วเธอกล่าวว่า “พ่อ… อย่าทำแบบนี้อีก” ประโยคนี้ไม่ได้ถูกพูดด้วยเสียง แต่ปรากฏเป็นตัวอักษรจีนลอยอยู่ในอากาศก่อนจะสลายไปกับลม นี่คือการเปิดเผยความทรงจำที่ถูกซ่อนไว้ในจิตใต้สำนึกของตัวละครหลัก — เด็กหญิงคนนั้นคือเหตุผลที่เขาไม่สามารถเป็น “เซียน” ได้ เพราะเซียนไม่ควรรู้สึกเจ็บปวดแบบนี้ สิ่งที่ทำให้ <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> แตกต่างจากซีรีส์อื่นคือ การที่มันไม่ต้องพึ่งพาการต่อสู้ทางกายภาพเพื่อสร้างความตื่นเต้น แต่ใช้การต่อสู้ทางจิตใจเป็นแกนหลัก ทุกครั้งที่ชายในชุดขาวพูดว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ” มันไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเปิดประตูให้กับความจริงที่เขาเคยปิดไว้ ความจริงที่ว่าเขาเคยผิดพลาด 他曾ทำให้คนที่รักที่สุดต้องจากไป และเขาไม่สามารถลืมมันได้ เมื่อชายในชุดดำหยิบไม้เท้าขึ้นมา เขาไม่ได้ใช้มันเพื่อโจมตี แต่ใช้มันเพื่อเคาะพื้นหินสามครั้ง — ทุกครั้งคือการเรียกคืนความทรงจำที่เขาอยากลืม: ครั้งแรกคือวันที่เขาสูญเสียพี่ชาย, ครั้งที่สองคือวันที่เขาตัดสินใจเดินทางไปหาความจริง, และครั้งที่สามคือวันนี้ — วันที่เขาต้องตัดสินใจว่าจะยังคงเป็น “มาร” หรือจะกลับมาเป็นคนธรรมดาอีกครั้ง และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องติดตามต่อว่า ในตอนถัดไป บทสนทนาที่ไม่ได้พูดด้วยคำจะจบลงอย่างไร — ด้วยการกอดกัน ด้วยการหันหลังเดินจากไป หรือด้วยการยอมรับว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ” แต่ก็ไม่ใช่คนที่ควรถูกตัดสินด้วยกฎของโลกเก่า

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่สี่: ต้นซากุระที่บานในวันที่มีเลือด

ต้นซากุระสีชมพูที่บานอยู่สองข้างลานวังไม่ใช่แค่ฉากหลังที่สวยงาม แต่คือสัญลักษณ์ของความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในใจของตัวละครทุกคน ดอกไม้ที่บานอย่างสดใสในวันที่พื้นที่เต็มไปด้วยร่างของผู้คนที่ล้มลง คือการตั้งคำถามกับความงามที่เกิดขึ้นในยามที่มืดมนที่สุด นี่คือจุดที่ <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> แสดงให้เห็นว่า ความงามไม่ได้ต้องอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย แต่สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในสนามรบ เมื่อชายในชุดขาวเดินผ่านต้นซากุระ เขาไม่ได้หยุดเพื่อชมดอกไม้ แต่เขาเอื้อมมือไปแตะกิ่งไม้เล็กน้อย แล้วพูดว่า “ดอกไม้บานได้แม้ในวันที่มีเลือด… เพราะมันไม่รู้ว่าเลือดคืออะไร” ประโยคนี้ฟังดูเหมือนจะเป็นคำพูดของคนที่สูญเสียความเชื่อมั่นในความยุติธรรม แต่ในความจริง มันคือการเตือนตัวเองว่า ความบริสุทธิ์ยังคงมีอยู่ แม้ในโลกที่เต็มไปด้วยความมืด สิ่งที่น่าสนใจคือ ดอกซากุระในฉากนี้ไม่ได้ร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงแบบปกติ แต่บางดอกลอยขึ้นไปในอากาศก่อนจะค่อยๆ ตกลงมาอย่างช้าๆ ราวกับว่ามีพลังบางอย่างกำลังควบคุมมันอยู่ นี่ไม่ใช่เอฟเฟกต์พิเศษที่ใช้เพื่อความสวยงาม แต่เป็นการสื่อสารว่า “เวลาในโลกนี้ไม่ได้ไหลไปตามลำดับปกติ” — บางครั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในจิตสำนึกของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความจริง เมื่อชายในชุดดำลุกขึ้นจากบัลลังก์ เขาเดินผ่านต้นซากุระด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะไม่สนใจ แต่เมื่อเขาผ่านไปแล้ว เราเห็นว่าดอกไม้ที่อยู่ใกล้ตัวเขาเริ่มเหี่ยวลงทีละดอก ราวกับว่าพลังแห่งความโกรธของเขาทำให้ความงามนั้นไม่สามารถอยู่รอดได้ ขณะที่ชายในชุดขาวเดินผ่าน ดอกไม้กลับบานขึ้นใหม่ในจุดที่เขาผ่านไป แม้จะมีเพียงไม่กี่ดอก แต่ก็เพียงพอที่จะบอกว่า “ความหวังยังไม่สิ้นสุด” ในฉากหนึ่ง เราเห็นเด็กหญิงคนเดิมยืนอยู่ใต้ต้นซากุระ แต่คราวนี้เธอไม่ได้สวมผ้าขาว แต่เป็นชุดสีชมพูอ่อนที่คล้ายกับดอกไม้รอบตัวเธอ เธอพูดว่า “พ่อ… ข้าอยากให้เจ้าจำได้ว่า ข้าไม่ได้ตายเพราะเจ้าไม่สามารถเป็นเซียนได้ แต่เพราะเจ้าเลือกที่จะเป็นคน” ประโยคนี้ทำให้ชายในชุดขาวหยุดเดินไว้ทันที แล้วพูดว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ… และข้าภูมิใจกับมัน” นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง: การที่ตัวละครหลักยอมรับว่าเขาไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่คนที่มีพลังวิเศษ แต่เป็นคนธรรมดาที่เลือกที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องแม้จะต้องจ่ายราคาแพง ความจริงที่ว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ” ไม่ได้ทำให้เขาดูอ่อนแอ แต่ทำให้เขาดูยิ่งใหญ่ขึ้น เพราะในโลกที่ทุกคนอยากเป็นเซียน การกล้าที่จะเป็นคนธรรมดาคือความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่ต้นซากุระใน <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> ไม่ได้บานเพื่อความสวยงาม แต่บานเพื่อเตือนเราทุกคนว่า แม้ในวันที่มีเลือด ความหวังยังสามารถบานได้ — ถ้าเรายังกล้าที่จะเป็นคนธรรมดา

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่ห้า: พัดไม้ไผ่ที่ไม่เคยเปิดเต็มที่

พัดไม้ไผ่สีดำที่ชายในชุดขาวถือไว้ในมือไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือสัญลักษณ์ของความลับที่เขาเก็บไว้ภายในใจ ตลอดทั้งตอน เราเห็นเขาเปิดพัดไม้ไผ่เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ไม่เคยเปิดเต็มที่แม้แต่ครั้งเดียว แม้ในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดสูงสุด เขาแค่ค่อยๆ ดึงพัดออกมาเล็กน้อย แล้วหยุดไว้ตรงนั้น ราวกับว่าการเปิดพัดเต็มที่จะทำให้ความจริงที่ซ่อนอยู่ถูกเปิดเผยออกมา — และเขาไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เมื่อชายในชุดดำถามว่า “เจ้าถือพัดนั้นไว้ทำไม? เพื่อปกปิดอะไร?” ชายในชุดขาวตอบว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ… ดังนั้นข้าต้องใช้พัดเพื่อปกปิดความกลัวของข้า” คำพูดนี้ฟังดูเหมือนจะเป็นการสารภาพ แต่ในความจริง มันคือการปกป้องตัวเองจากความจริงที่ว่า พัดไม้ไผ่นั้นไม่ได้เป็นอาวุธ แต่เป็นของที่เคยเป็นของเด็กหญิงคนหนึ่ง — ของที่เขาเก็บไว้หลังจากเธอจากไป สิ่งที่น่าทึ่งคือ ลายไม้ไผ่สีทองบนพัดนั้นไม่ได้เป็นลายที่วาดด้วยหมึก แต่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้เล็กน้อยเมื่อแสงตกกระทบ มีฉากหนึ่งที่ชายในชุดขาวมองพัดของเขาในยามค่ำคืน แล้วลายไม้ไผ่เริ่มส่องแสงอ่อนๆ ราวกับว่ามันมีชีวิตอยู่ และในแสงนั้น เราเห็นภาพลวงตาของเด็กหญิงยืนอยู่ข้างๆ เธอพูดว่า “พ่อ… อย่าเปิดมันเลย ถ้าเจ้าเปิด มันจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป” นี่คือจุดที่ <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> แสดงให้เห็นว่า บางครั้งการไม่ทำอะไรคือการเลือกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ชายในชุดขาวไม่ได้ไม่สามารถเปิดพัดเต็มที่ได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ เพราะเขาทราบดีว่า一旦เปิดแล้ว ความทรงจำที่เขาเก็บไว้จะหลุดออกมาทั้งหมด และเขาอาจไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เมื่อชายในชุดดำหยิบไม้เท้าขึ้นมา เขาไม่ได้ใช้มันเพื่อโจมตี แต่ใช้มันเพื่อเคาะพื้นหินสามครั้ง — แล้วในครั้งที่สาม เราเห็นว่าพัดไม้ไผ่ของชายในชุดขาวเริ่มสั่นเล็กน้อย ราวกับว่ามันตอบสนองต่อพลังงานบางอย่างที่ถูกปล่อยออกมาจากไม้เท้า นี่คือการเปิดเผยครั้งแรกว่า พัดไม้ไผ่ไม่ใช่แค่ของที่ระลึก แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังที่เชื่อมโยงกับไม้เท้าของอีกฝ่าย ในตอนนี้ เราเริ่มเข้าใจว่า ความขัดแย้งระหว่างสองคนนี้ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชัง แต่เกิดจากความผูกพันที่ถูกทำลายด้วยความเข้าใจผิด ชายในชุดดำคือพี่ชายของเด็กหญิงที่จากไป และเขาคิดว่าชายในชุดขาวเป็นคนที่ทำให้เธอตาย แต่ความจริงคือ ชายในชุดขาวพยายามช่วยเธอ แต่ไม่สามารถทำได้ทันเวลา และนั่นคือเหตุผลที่พัดไม้ไผ่ยังไม่เปิดเต็มที่ — เพราะเมื่อใดก็ตามที่มันเปิดเต็มที่ ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย และทั้งสองคนจะต้องตัดสินใจว่าจะยังคงเป็นศัตรูกันต่อไป หรือจะกลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง ในโลกของ <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> พัดไม้ไผ่คือสัญลักษณ์ของความหวังที่ยังไม่พร้อมจะถูกเปิดเผย ความรักที่ยังไม่พร้อมจะถูกพูดออกมา และความจริงที่ยังไม่พร้อมจะถูกยอมรับ แล้วคุณคิดว่า ในตอนถัดไป พัดไม้ไผ่จะถูกเปิดเต็มที่หรือไม่? หรือว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ” จะยังคงเป็นคำพูดที่เขาใช้เพื่อปกป้องความจริงที่ยังไม่พร้อม?

ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ ตอนที่หก: บัลลังก์ที่ไม่มีใครนั่งได้จริง

บัลลังก์สีดำที่ชายในชุดดำนั่งอยู่ไม่ใช่แค่เก้าอี้ไม้แกะสลักที่หรูหรา แต่คือสัญลักษณ์ของอำนาจที่ไม่มีใครสามารถครองได้อย่างแท้จริง แม้เขาจะนั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นมาหลายปี แต่ในทุกฉากที่เขาอยู่ตรงนั้น เราเห็นว่าร่างกายของเขาไม่ได้ผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย เขาต้องใช้แรงกดทับลงบนแขนบัลลังก์เพื่อไม่ให้ตัวเองล้มลง ราวกับว่าบัลลังก์นั้นไม่ได้ให้ความมั่นคง แต่กลับดูดพลังงานของเขาออกไปทีละน้อย เมื่อชายในชุดขาวเดินเข้ามาใกล้บัลลังก์ เขาไม่ได้แสดงความกลัว แต่เขาเดินด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะรู้ว่าบัลลังก์นั้นไม่ได้เป็นของจริง แล้วพูดว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ… ดังนั้นข้าไม่ต้องการบัลลังก์นั้น” ประโยคนี้ทำให้ชายในชุดดำหันหน้ามามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน แล้วถามว่า “แล้วเจ้าต้องการอะไร?” ชายในชุดขาวตอบว่า “ข้าต้องการให้เจ้าจำได้ว่า เจ้าเคยเป็นคนที่ยิ้มได้ก่อนที่จะนั่งบนบัลลังก์นี้” สิ่งที่น่าสนใจคือ บัลลังก์นั้นมีลายมังกรแกะสลักอยู่ทั่วทั้งตัว แต่เมื่อแสงตกกระทบในมุมเฉพาะ เราเห็นว่ามังกรเหล่านั้นไม่ได้หันหน้าไปทางเดียวกัน บางตัวหันหน้าไปข้างหน้า บางตัวหันหน้าไปข้างหลัง บางตัวแม้แต่หันหน้าไปด้านล่าง — นี่คือการสื่อสารว่า อำนาจที่เขาครองอยู่นั้นไม่ได้มีทิศทางเดียว แต่เป็นระบบที่ขัดแย้งกันเองภายในตัวมันเอง ในฉากหนึ่ง เราเห็นภาพลวงตาของชายในชุดดำในวัยหนุ่ม นั่งอยู่บนบัลลังก์เดียวกัน แต่คราวนี้เขาไม่ได้สวมชุดดำ แต่เป็นชุดสีขาวเหมือนชายในชุดขาว แล้วเขายิ้มอย่างจริงใจ ขณะที่เด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เธอพูดว่า “พี่… อย่าลืมว่าเราเคยมีความสุขแบบนี้” ภาพนี้หายไปทันทีเมื่อชายในชุดดำกระพริบตา แต่เราเห็นว่ามือของเขาสั่นเล็กน้อย ราวกับว่าความทรงจำนั้นยังไม่หายไปจากจิตใจของเขา นี่คือจุดที่ <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> แสดงให้เห็นว่า บัลลังก์ไม่ได้ทำให้คนกลายเป็นผู้นำ แต่ทำให้คนกลายเป็น tù ของอำนาจที่เขาสร้างขึ้นเอง ชายในชุดดำไม่ได้เลือกที่จะนั่งบนบัลลังก์นี้เพราะเขาอยากมีอำนาจ แต่เพราะเขาคิดว่ามันคือวิธีเดียวที่จะปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่หลังจากทุกอย่างพังทลาย เมื่อชายในชุดขาวพูดว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ” ไม่ใช่แค่การปฏิเสธสถานะ แต่คือการปฏิเสธระบบความคิดที่ว่า “คนที่ดีต้องมีอำนาจ” หรือ “คนที่มีอำนาจต้องดี” เขาเลือกที่จะอยู่นอกบัลลังก์ เพราะเขาทราบดีว่า 一旦นั่ง上去 คุณจะไม่สามารถลุกขึ้นได้อีก และนั่นคือเหตุผลที่บัลลังก์ใน <ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ> ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสูญเสียที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความยิ่งใหญ่ แล้วคุณคิดว่า ในตอนถัดไป ชายในชุดดำจะลุกขึ้นจากบัลลังก์หรือไม่? หรือว่าเขาจะยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น แม้จะรู้ว่า “ข้าไม่ใช่เซียนจริงๆ” แต่ก็ไม่กล้าที่จะเป็นคนธรรมดาอีกครั้ง?

ยังมีรีวิวสุดมันส์อีกเพียบ (5)
arrow down