PreviousLater
Close

ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด ตอนที่ 54

like3.2Kchase8.9K

การจากลาและความเสียสละ

เมิ่งเสี่ยวพบกับพี่ชายทั้งสามที่มาช่วยเหลือเธอ แต่พี่รองซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเลือกที่จะจากลาและมอบสมบัติให้พี่น้องคนอื่น เพื่อให้เมิ่งเสี่ยวได้อยู่กับคนที่รักเธอจริงๆเมิ่งเสี่ยวจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อรู้ความจริงเกี่ยวกับพี่รอง?
  • Instagram
รีวิวตอนนี้

ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด: ความรักที่ถูกบีบให้กลายเป็นละคร

หากคุณเคยคิดว่าการแต่งงานคือจุดสูงสุดของความรัก ลองดูฉากที่เฉินเหยียนยืนอยู่กลางทางเดินที่โล่งกว้าง แสงธรรมชาติสาดส่องลงมาอย่างเย็นชา เขาเดินมาด้วยท่าทางที่ดูมั่นคง แต่ทุกก้าวที่เขาทำ กลับมีน้ำหนักของความผิดหวังซ่อนอยู่ข้างใน ชุดสูทสีเทาลายทางที่เขาสวมใส่ ดูหรูหรา แต่กลับไม่สามารถปกปิดความว่างเปล่าในหัวใจของเขาได้เลยแม้แต่น้อย นี่คือจุดเริ่มต้นของตอนที่ 7 ของซีรีส์ ‘ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด’ ซึ่งไม่ได้เล่าเรื่องความรักที่หวานชื่น แต่เล่าถึงความรักที่ถูกบีบให้กลายเป็นละครที่ทุกคนต้องเล่นบทบาทจนลืมตัวตนของตัวเองไปแล้ว กล้องจับภาพใบหน้าของเขาขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาที่เคยมีไฟ ตอนนี้ดูหมองหม่น ราวกับว่าเขาเพิ่งผ่านการต่อสู้กับตัวเองมาอย่างหนักหน่วง ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ แต่กล้องรู้ มันจับทุกการกระพริบตาที่ช้าเกินไป ทุกครั้งที่เขาลืมตาขึ้น ดูเหมือนเขาจะพยายามหาคำตอบจากที่ใดที่หนึ่งในอากาศ แล้วก็พูดออกมาเบาๆ ว่า “ผมยังไม่พร้อม… แต่ผมต้องทำ” ประโยคนี้ไม่ใช่การกล่าวถึงงานแต่งงาน แต่คือการสารภาพว่าเขาไม่ได้รักเธอในแบบที่ควรรัก แต่เขาเลือกที่จะอยู่กับเธอ เพราะความผิดที่เขาทำไว้ในอดีต จากนั้นภาพสลับไปยังหลิวเจียอี้ ผู้ยืนอยู่นอกอาคาร ลมพัดผมของเขาให้ฟูขึ้นเล็กน้อย แต่ใบหน้าของเขาไม่ขยับแม้แต่น้อย เขาจ้องมองไปยังจุดที่เฉินเหยียนกำลังเดินมา ด้วยสายตาที่ไม่ใช่ความเกลียด แต่คือความผิดหวังที่ลึกซึ้งจนกลายเป็นความเห็นใจที่ไม่อยากให้ใครรู้ หลิวเจียอี้ไม่ได้มาเพื่อขัดขวาง แต่มาเพื่อตรวจสอบว่า “เขาจะทำแบบนี้จริงๆ หรือ?” คำถามที่เขาถามตัวเองซ้ำๆ ทุกครั้งที่เห็นเฉินเหยียนเดินด้วยท่าทางที่ดูมั่นคง แต่ในความเป็นจริง ทุกก้าวของเขานั้นเต็มไปด้วยความลังเล เมื่อทั้งสองมาพบกัน ไม่มีการทักทาย ไม่มีการจับมือ แค่การยืนห่างกันประมาณสองเมตร แล้วมองกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่อาจพูดออกมาได้ หลิวเจียอี้พูดว่า “คุณยังคิดว่าการแต่งงานคือทางออกใช่ไหม?” เสียงของเขาไม่ดัง แต่ทุกคำพูดดูเหมือนจะทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของเฉินเหยียนโดยตรง เฉินเหยียนไม่ตอบทันที เขาเงยหน้าขึ้น แล้วมองไปยังต้นไม้ที่อยู่ไกลๆ ราวกับว่าเขาพยายามหาคำตอบจากธรรมชาติที่ไม่เคยโกหกใคร จากนั้น จางเหวินฮ่าวก็ปรากฏตัวขึ้น ด้วยท่าทางที่ดูเป็นกลาง แต่ในสายตาของเขา มีความโกรธแฝงอยู่ภายใต้ความสงบ เขาไม่ได้พูดมาก แต่แค่เดินเข้ามา แล้ววางมือไว้บนบ่าของเฉินเหยียน ด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะให้กำลังใจ แต่แท้จริงแล้วคือการเตือนว่า “คุณยังมีหน้าที่ที่ต้องทำ” ขณะที่หลิวเจียอี้ยืนมองด้วยความเจ็บปวดที่เริ่มล้นออกมา เขาพูดว่า “คุณคิดว่าการแต่งงานคือการลบล้างความผิดใช่ไหม? คุณคิดว่าแค่ใส่ชุดสูทแล้วเดินเข้าไปหาเธอ ทุกอย่างจะหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น?” เฉินเหยียนไม่ตอบทันที เขาเงยหน้าขึ้น แล้วมองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ราวกับกำลังหาคำตอบจากสิ่งที่ไม่มีคำตอบ แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ผมไม่ได้คิดแบบนั้น… ผมแค่อยากให้เธอปลอดภัย” ประโยคนี้ทำให้หลิวเจียอี้หยุดนิ่ง แล้วหันหน้าไปทางอื่น ด้วยความเจ็บปวดที่ไม่สามารถแสดงออกได้เต็มที่ จากนั้น ความตึงเครียดก็ระเบิดออกมา เมื่อจางเหวินฮ่าวพยายามดึงเฉินเหยียนให้เดินออกไป แต่หลิวเจียอี้ก้าวเข้ามาขวาง แล้วพูดด้วยเสียงที่ต่ำแต่หนักแน่น “คุณไม่สามารถพาเขาไปได้… เพราะเขาคือคนที่ทำให้ทุกอย่างพัง” ขณะที่คำพูดยังค้างอยู่ในอากาศ เฉินเหยียนก็ล้มลงอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะถูกผลัก แต่เพราะร่างกายของเขาไม่สามารถรับน้ำหนักของความผิดหวังที่สะสมมานานได้อีกต่อไป กล้องซูมเข้าที่ใบหน้าของเขาขณะที่นอนอยู่บนพื้น น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเจ็บปวดทางร่างกาย แต่เพราะความรู้สึกที่เขาพยายามกักเก็บไว้มาตลอดเวลา ได้ทะลักออกมาจนควบคุมไม่ได้ หลิวเจียอี้ยืนมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากความโกรธ เป็นความสงสาร และสุดท้ายคือความเข้าใจ แม้จะช้าไปแล้วก็ตาม ในฉากสุดท้าย หลังจากที่เฉินเหยียนถูกช่วยขึ้นมาแล้ว เขาเดินออกไปคนเดียว ไม่มีใครตาม ไม่มีใครพูดอะไรเพิ่มเติม แค่เขาเดินไปเรื่อยๆ ด้วยท่าทางที่ดูอ่อนล้า แต่ยังคงมีความมุ่งมั่นบางอย่างซ่อนอยู่ในสายตา ขณะที่กล้องตามหลังเขาไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เขาหันกลับมามอง แล้วพูดกับตัวเองเบาๆ ว่า “ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด… ไม่ใช่เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม แต่เพื่อให้ฉันได้เริ่มต้นใหม่ โดยไม่ต้องหลบหนีอีกต่อไป” ซีรีส์ ‘ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด’ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวของการแต่งงาน แต่คือการเดินทางของคนที่พยายามหาทางกลับบ้าน แม้บ้านนั้นจะไม่เคยมีอยู่จริงก็ตาม ความเจ็บปวดที่เฉินเหยียนแบกไว้ ไม่ใช่เพราะเขาผิด แต่เพราะเขาเลือกที่จะรักในแบบที่โลกไม่ยอมรับ ขณะที่หลิวเจียอี้ แม้จะดูเหมือนเป็นฝ่ายที่ถูกทำร้าย แต่แท้จริงแล้ว เขาคือคนที่ไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้สำหรับสิ่งที่เขาทำไปในอดีต การแต่งงานในที่นี้ ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของความจริงที่ทุกคนต้องเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น เมื่อคุณเห็นเฉินเหยียนเดินด้วยชุดสูทที่สมบูรณ์แบบ อย่าลืมว่าใต้ชุดนั้นคือร่างกายที่เต็มไปด้วยแผลเป็นที่ไม่มีใครเห็น ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด ไม่ใช่แค่คำขอ แต่คือคำสารภาพที่เขาต้องใช้เวลานานกว่าจะกล้าพูดออกมา และในตอนจบของตอนนี้ เมื่อเฉินเหยียนยืนอยู่ข้างๆ หญิงสาวในชุดแต่งงานสีขาวที่ประดับด้วยคริสตัลระยิบระยับ เขาไม่ได้ยิ้ม แต่เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณและความเสียใจพร้อมกัน ราวกับว่าเขาทราบดีว่า การแต่งงานครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงความสุข แต่คือการชำระล้างความผิดที่เขาแบกไว้มาตลอดเวลา ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด คือการบอกลาความคาดหวัง และเริ่มต้นด้วยความจริงที่เจ็บปวดแต่บริสุทธิ์

ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด: ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดสูท

เมื่อแสงจากหน้าต่างผ้าม่านขาวโปร่งส่องลงมาบนพื้นหินอ่อนเงา ชายคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นคง แต่ในสายตาของเขา มีบางอย่างที่ไม่ตรงกับการแต่งกายแบบฟอร์มัลที่สมบูรณ์แบบ—ชุดสูทสีดำเรียบเนี๊ยบ โบว์ไทสีดำ ปักเข็มกลัดขนนกเงินไว้ที่ปกเสื้อซ้ายอย่างประณีต เขาคือ ‘เฉินเหยียน’ จากซีรีส์ ‘ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด’ ซึ่งในตอนนี้ ไม่ได้เดินไปเพื่อพบใครด้วยความยินดี แต่เป็นการเดินไปเผชิญหน้ากับความจริงที่เขาพยายามหลบหนีมาตลอดหลายเดือน กล้องเลื่อนตามเท้าของเขาทีละก้าว สะท้อนภาพเงาที่ยาวเหยียดบนพื้น ราวกับว่าความทรงจำเก่าๆ กำลังตามมาทวงคืน เขาหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะมองข้างๆ แล้วพูดเบาๆ ว่า “ผมพร้อมแล้ว” — ประโยคที่ฟังดูเหมือนคำประกาศ แต่แท้จริงแล้วคือการยอมจำนนต่อแรงกดดันที่สะสมมานาน ฉากนี้ไม่ใช่แค่การเดินเข้าประตู แต่คือการก้าวผ่าน threshold ของจิตใจที่แตกสลายไปแล้วครั้งหนึ่ง จากนั้นภาพเปลี่ยนไปยังภายนอก ลมพัดเบาๆ ใบไม้แห้งปลิวผ่านหน้าชายอีกคน—‘หลิวเจียอี้’ ผู้สวมสูทสีดำเช่นกัน แต่ไม่มีโบว์ไท ไม่มีเข็มกลัด แค่เสื้อเชิ้ตสีดำที่ดูเหมือนถูกซักจนหมอง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและคลื่นความโกรธที่ยังไม่ระเบิดออกมา ท่าทางที่วางมือไว้ในกระเป๋า ไม่ใช่เพราะสบาย แต่เพราะเขาพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้กระทำอะไรที่จะทำลายทุกอย่างที่เหลืออยู่ ขณะที่เฉินเหยียนเดินผ่านทางเดินภายในอาคาร หลิวเจียอี้ยืนอยู่กลางสวนที่มีต้นไม้แห้งเรียงราย ราวกับว่าธรรมชาติเองก็รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาได้ตายไปแล้ว เมื่อทั้งสองมาพบกัน ไม่มีคำทักทาย ไม่มีการจับมือ แค่การมองกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่อาจถามออกมาได้ หลิวเจียอี้พูดว่า “คุณยังกล้ามา?” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ ขณะที่เฉินเหยียนเงยหน้าขึ้น แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยเกินไป “ผมไม่ได้มาเพื่อขอโทษ… ผมมาเพื่อจบมันให้ได้” ประโยคนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความพังทลายที่รอคอยมานาน จากนั้น ฉากเปลี่ยนเป็นการเผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้น เมื่อชายคนที่สาม—‘จางเหวินฮ่าว’ ผู้สวมแว่นตาและสูทสีน้ำเงินเข้ม—ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับท่าทางที่ดูเป็นกลาง แต่ในสายตาของเขา มีความโกรธแฝงอยู่ภายใต้ความสงบ จางเหวินฮ่าวไม่ได้พูดมาก แต่แค่เดินเข้ามา แล้วจับแขนเฉินเหยียนไว้ด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะช่วย แต่แท้จริงแล้วคือการควบคุม ขณะที่หลิวเจียอี้ยืนมองด้วยความโกรธที่เริ่มล้นออกมา เขาพูดว่า “คุณคิดว่าการแต่งงานคือการแก้ปัญหาทั้งหมดใช่ไหม? คุณคิดว่าแค่ใส่ชุดสูทแล้วเดินเข้าไปหาเธอ ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม?” เฉินเหยียนไม่ตอบทันที เขาเงยหน้าขึ้น แล้วมองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ราวกับกำลังหาคำตอบจากสิ่งที่ไม่มีคำตอบ แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ผมไม่ได้คิดแบบนั้น… ผมแค่อยากให้เธอปลอดภัย” ประโยคนี้ทำให้หลิวเจียอี้หยุดนิ่ง แล้วหันหน้าไปทางอื่น ด้วยความเจ็บปวดที่ไม่สามารถแสดงออกได้เต็มที่ จากนั้น ความตึงเครียดก็ระเบิดออกมา เมื่อจางเหวินฮ่าวพยายามดึงเฉินเหยียนให้เดินออกไป แต่หลิวเจียอี้ก้าวเข้ามาขวาง แล้วพูดด้วยเสียงที่ต่ำแต่หนักแน่น “คุณไม่สามารถพาเขาไปได้… เพราะเขาคือคนที่ทำให้ทุกอย่างพัง” ขณะที่คำพูดยังค้างอยู่ในอากาศ เฉินเหยียนก็ล้มลงอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะถูกผลัก แต่เพราะร่างกายของเขาไม่สามารถรับน้ำหนักของความผิดหวังที่สะสมมานานได้อีกต่อไป กล้องซูมเข้าที่ใบหน้าของเขาขณะที่นอนอยู่บนพื้น น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเจ็บปวดทางร่างกาย แต่เพราะความรู้สึกที่เขาพยายามกักเก็บไว้มาตลอดเวลา ได้ทะลักออกมาจนควบคุมไม่ได้ หลิวเจียอี้ยืนมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากความโกรธ เป็นความสงสาร และสุดท้ายคือความเข้าใจ แม้จะช้าไปแล้วก็ตาม ในฉากสุดท้าย หลังจากที่เฉินเหยียนถูกช่วยขึ้นมาแล้ว เขาเดินออกไปคนเดียว ไม่มีใครตาม ไม่มีใครพูดอะไรเพิ่มเติม แค่เขาเดินไปเรื่อยๆ ด้วยท่าทางที่ดูอ่อนล้า แต่ยังคงมีความมุ่งมั่นบางอย่างซ่อนอยู่ในสายตา ขณะที่กล้องตามหลังเขาไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เขาหันกลับมามอง แล้วพูดกับตัวเองเบาๆ ว่า “ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด… ไม่ใช่เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม แต่เพื่อให้ฉันได้เริ่มต้นใหม่ โดยไม่ต้องหลบหนีอีกต่อไป” ซีรีส์ ‘ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด’ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวของการแต่งงาน แต่คือการเดินทางของคนที่พยายามหาทางกลับบ้าน แม้บ้านนั้นจะไม่เคยมีอยู่จริงก็ตาม ความเจ็บปวดที่เฉินเหยียนแบกไว้ ไม่ใช่เพราะเขาผิด แต่เพราะเขาเลือกที่จะรักในแบบที่โลกไม่ยอมรับ ขณะที่หลิวเจียอี้ แม้จะดูเหมือนเป็นฝ่ายที่ถูกทำร้าย แต่แท้จริงแล้ว เขาคือคนที่ไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้สำหรับสิ่งที่เขาทำไปในอดีต การแต่งงานในที่นี้ ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของความจริงที่ทุกคนต้องเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น เมื่อคุณเห็นเฉินเหยียนเดินด้วยชุดสูทที่สมบูรณ์แบบ อย่าลืมว่าใต้ชุดนั้นคือร่างกายที่เต็มไปด้วยแผลเป็นที่ไม่มีใครเห็น ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด ไม่ใช่แค่คำขอ แต่คือคำสารภาพที่เขาต้องใช้เวลานานกว่าจะกล้าพูดออกมา และในตอนจบของตอนนี้ เมื่อเฉินเหยียนยืนอยู่ข้างๆ หญิงสาวในชุดแต่งงานสีขาวที่ประดับด้วยคริสตัลระยิบระยับ เขาไม่ได้ยิ้ม แต่เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณและความเสียใจพร้อมกัน ราวกับว่าเขาทราบดีว่า การแต่งงานครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงความสุข แต่คือการชำระล้างความผิดที่เขาแบกไว้มาตลอดเวลา ขอแต่งงานกับคนที่ฉันรักที่สุด คือการบอกลาความคาดหวัง และเริ่มต้นด้วยความจริงที่เจ็บปวดแต่บริสุทธิ์