ต้องชื่นชมการแสดงของนักแสดงที่รับบทฮ่องเต้ สีหน้าและแววตาเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้อย่างน่าทึ่ง จากความสงบนิ่งกลายเป็นความโกรธเกรี้ยวหรือความสงสัยเพียงพริบตาเดียว ไม่ต้องพูดเยอะแต่คนดูก็รับรู้ถึงอำนาจและความกดดันที่ตัวละครนี้แบกรับไว้ การแสดงระดับนี้ทำให้ หงส์คืนวัง ดูมีมิติและน่าติดตามขึ้นเยอะเลย
ฉากที่หญิงสาวนอนอยู่บนพื้นแล้วเงยหน้าขึ้นมอง เป็นฉากที่เรียกน้ำตาได้จริงๆ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความหวาดกลัว และความสิ้นหวัง มันสื่อออกมาได้ชัดเจนมากจนคนดูรู้สึกเจ็บแทนเธอเลย การที่เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่ทำไม่ได้ยิ่งเพิ่มความสะเทือนใจ เป็นฉากที่แสดงถึงพลังของการแสดงโดยไม่ต้องพึ่งบทพูดใน หงส์คืนวัง
ตัวละครขันทีที่แต่งกายด้วยชุดสีเขียวเข้มยืนอยู่ข้างๆ บัลลังก์ ทำหน้าที่ได้ดีมากในการสร้างบรรยากาศของความเคร่งขรึม สีหน้าที่ยิ้มแย้มแต่แฝงความเจ้าเล่ห์หรืออาจจะแค่ทำตามหน้าที่ ทำให้คนดูสงสัยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ บทบาทสมทบแบบนี้สำคัญมากในการขับเคลื่อนพล็อตเรื่องและทำให้โลกของ หงส์คืนวัง ดูสมจริงและมีชีวิตชีวามากขึ้น
ต้องยกนิ้วให้ทีมศิลป์และฉากหลังของเรื่องนี้จริงๆ ห้องโถงบัลลังก์ที่ตกแต่งด้วยสีทองและสีดำดูยิ่งใหญ่และทรงพลัง รายละเอียดของลวดลายแกะสลักและม่านผ้าที่แขวนอยู่ช่วยเสริมบารมีของฮ่องเต้ได้อย่างดีเยี่ยม ทุกเฟรมดูเหมือนภาพวาดที่ประณีต การลงทุนกับฉากแบบนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุคโบราณจริงๆ สมกับเป็น หงส์คืนวัง
มีหลายช่วงในเรื่องที่ตัวละครไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ความเงียบนั้นกลับสื่อสารอารมณ์ได้รุนแรงมาก โดยเฉพาะช่วงที่ฮ่องเต้นั่งนิ่งๆ มองลงมาที่หญิงสาว ความเงียบนั้นเต็มไปด้วยคำถามและการตัดสิน มันสร้างความกดดันมหาศาลให้กับคนดูและตัวละครอื่นๆ ในฉากนั้น การใช้ความเงียบแทนบทพูดเป็นเทคนิคที่ หงส์คืนวัง ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมและน่าประทับใจ