ฉากย้อนอดีตในสมรภูมิรักดาวอัลฟ่า ที่เด็กหญิงยืนเหงาๆ หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าท่ามกลางหิมะตกหนัก ช่างสะเทือนใจจนน้ำตาไหล ความโดดเดี่ยวของเด็กน้อยตัดกับภาพครอบครัวที่มีความสุขข้างๆ อย่างชัดเจน การแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครเอกตอนโตที่ฝันร้ายสะท้อนถึงปมในใจที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา เป็นฉากที่ดึงอารมณ์คนดูได้ดีมากๆ
ชอบฉากที่ทั้งสองคนนอนกอดกันในสมรภูมิรักดาวอัลฟ่า มากๆ แม้ภายนอกจะดูเย็นชาแต่ข้างในอบอุ่นมาก การที่ชายหนุ่มโอบกอดนางเอกตอนหลับแสดงให้เห็นถึงความต้องการปกป้องดูแลอย่างแท้จริง แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติก เป็นช่วงเวลาที่ตัวละครได้พักจากความวุ่นวายของโลกภายนอกอย่างแท้จริง
ต้องยกนิ้วให้ทีมสร้างสมรภูมิรักดาวอัลฟ่า เรื่องการออกแบบอุปกรณ์ไฮเทค กล่องเครื่องมือที่ชายหนุ่มเปิดออกมาดูทันสมัยมาก แสงสีเขียวที่สแกนลายนิ้วมือและอุปกรณ์ภายในดูสมจริงสุดๆ ฉากที่นางเอกใช้งานนาฬิกาข้อมือโฮโลแกรมก็เจ๋งไม่แพ้กัน เทคโนโลยีในเรื่องไม่ได้มีไว้แค่โชว์แต่ขับเคลื่อนเนื้อเรื่องได้อย่างลงตัว
สังเกตไหมว่าในสมรภูมิรักดาวอัลฟ่า เจ้าหญิงน้ำแข็งมักจะยิ้มมุมปากเสมอเวลาคุยกับนางเอก รอยยิ้มที่ดูเย็นชาแต่แฝงความหวังดีบางอย่างไว้ การวางมือบนบ่านางเอกเป็นท่าทางที่สื่อถึงการให้กำลังใจอย่างเงียบๆ ฉากนี้ทำให้รู้ว่าแม้ตัวละครนี้จะดูห่างเหินแต่จริงๆ แล้วใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นมาก เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้ตัวละครมีมิติ
พล็อตเรื่องในสมรภูมิรักดาวอัลฟ่า ที่มนุษย์ต้องมาพัวพันกับมนุษย์หมาป่าและเผ่าพันธุ์น้ำแข็ง ช่างน่าตื่นเต้นสุดๆ การที่ชายหนุ่มหูแมวพยายามปกป้องนางเอกจากอันตรายแสดงให้เห็นว่าความรักข้ามผ่านกำแพงของเผ่าพันธุ์ได้ ฉากที่เขายื่นมือไปจับมือนางเอกอย่างอ่อนโยน ช่างละมุนหัวใจคนดูเหลือเกิน อยากรู้ตอนต่อไปว่าจะมีอุปสรรคอะไรอีก