ชอบการแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครมาก โดยเฉพาะชายชุดสีน้ำตาลที่พยายามข่มอารมณ์แต่สายตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ตัดสลับกับชายชุดขาวที่ยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ ฉากนี้ในแต่งเจ้าหญิงนิทรา ไหงเมียเป็นซีอีโอ สร้างความขัดแย้งได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แค่ภาษากายก็บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ดูลุ้นระทึกมาก
ฉากที่มีนักข่าวและคนมามุงดูเยอะแยะทำให้รู้สึกเหมือนเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน การที่ตัวละครหลักต้องเผชิญหน้ากับความจริงท่ามกลางกล้องถ่ายรูปมากมาย สร้างความกดดันได้มหาศาล เนื้อหาในแต่งเจ้าหญิงนิทรา ไหงเมียเป็นซีอีโอ สะท้อนภาพสังคมที่ชอบตัดสินคนจากสิ่งที่เห็นได้เป็นอย่างดี น่าติดตามต่อมาก
ตัวละครหญิงในชุดเบจดูสง่างามและเข้มแข็งมาก แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายแต่สีหน้าเธอดูมุ่งมั่นและไม่หวั่นไหว การที่เธอชี้หน้าพูดบางอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนเกมทั้งหมดในฉากนั้น เรื่องราวในแต่งเจ้าหญิงนิทรา ไหงเมียเป็นซีอีโอ ทำให้เห็นภาพผู้หญิงยุคใหม่ที่มีอำนาจและกล้าต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง น่าชื่นชมมาก
ฉากสุดท้ายที่ชายชุดขาวชี้หน้าอีกฝ่ายพร้อมท่าทางท้าทาย ทำให้รู้ว่าเรื่องราวในแต่งเจ้าหญิงนิทรา ไหงเมียเป็นซีอีโอ ยังไม่จบแค่นี้ ความขัดแย้งระหว่างสองคนนี้ดูเหมือนจะลึกซึ้งกว่าที่เห็น แค่ฉากเดียวก็ทำให้คนดูอยากติดตามต่อทันทีว่าใครจะเป็นผู้ชนะในศึกครั้งนี้ การแสดงของนักแสดงทุกคนดูเป็นธรรมชาติมาก
ฉากเปิดเรื่องในล็อบบี้หรูดูตึงเครียดมาก ชายชุดขาวดูมั่นใจจนน่ากลัว ท่าทางเหมือนกำลังประกาศสงครามกับอีกฝ่ายที่ใส่สูทสีน้ำตาล การที่คนรอบข้างต่างยกมือถือขึ้นมาถ่ายทำ ยิ่งทำให้บรรยากาศเหมือนการประลองยุทธ์ในยุคโซเชียลมีเดีย เรื่องราวในแต่งเจ้าหญิงนิทรา ไหงเมียเป็นซีอีโอ ดูจะเล่นกับประเด็นอำนาจและการถูกจับตามองได้ดีมาก