PreviousLater
Close

เพลงร่ายรำแห่งสายลม ตอนที่ 52

like7.5Kchase39.9K

เพลงร่ายรำแห่งสายลม

แม่ทัพเซิงเทียน เซียวฉางเฟิ่ง หลังจากรบมา 12 ปี ได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ แต่เลือกถอนตัวกลับบ้าน คู่หมั้นของเขา มู่หรงยุนเหยียน ถอนหมั้นหลังจากการแข่งขันมวยเพื่อหาคู่สมรส เซียวฉางเฟิ่งจึงปกป้องเกียรติราชวงศ์และเอาชนะนักรบ ต่อมาคู่หมั้นขอโทษ และพวกเขาค้นพบความจริงเกี่ยวกับตระกูลลิวที่ทำร้ายวีรชน พวกเขาต้องรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร...
  • Instagram
รีวิวตอนนี้

เพลงร่ายรำแห่งสายลม ฉากที่ดาบถูกดึงออกจากฝักในยามค่ำคืน

  เมื่อแสงแดดเริ่มจางหายไปจากขอบหน้าต่างไม้ลายตาราง ห้องสมุดที่เคยสว่างไสวกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเงาและแสงจากโคมไฟที่เริ่มส่องสว่างทีละดวง จื่อเหวินยืนอยู่ตรงกลางห้อง ไม่ได้เดินไปไหน แต่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นที่ถูกแกะสลักจากหินอ่อน ชุดของเธอที่เคยดูสง่างามในแสงกลางวัน ตอนนี้กลับดูมืดมนและลึกลับในแสงสีส้มอ่อนของยามเย็น สายตาของเธอไม่ได้มองไปที่เฉินเจี้ยนที่ยังยืนอยู่ด้านหลัง แต่มองไปยังมุมหนึ่งของห้องที่มีรูปปั้นหงส์ทองคำตั้งอยู่บนฐานไม้สูง — รูปปั้นนั้นไม่ได้เคลื่อนไหว แต่ดูเหมือนว่ามันกำลัง “จ้องมอง” เธออยู่   เฉินเจี้ยนยังคงยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม แต่ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้ถือหนังสือเล่มนั้นอีกต่อไป แต่แทนที่จะเป็นม้วนกระดาษสีแดงที่จื่อเหวินยื่นให้เขา ตอนนี้เขาค่อยๆ ดึงมันออกมาจากเสื้อคลุมอย่างระมัดระวัง ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่มีชีวิต แล้วค่อยๆ วางมันลงบนโต๊ะไม้ที่มีรอยขีดข่วนจากเวลาที่ผ่านมา แสงจากโคมไฟส่องกระทบผิวม้วนกระดาษ ทำให้เห็นลายเส้นเล็กๆ ที่ถูกวาดไว้รอบขอบ — เป็นลายของสายลมที่พัดผ่านท้องฟ้า แล้วมีหงส์ตัวเล็กๆ บินอยู่ตรงกลาง จื่อเหวินเห็นมัน และในสายตาของเธอ ความเข้าใจเริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย เหมือนว่าเธอเพิ่งรู้ว่า “มันไม่ใช่แค่แผนที่” แต่เป็น “คำทำนาย” ที่ถูกเขียนไว้ด้วยหมึกที่ไม่สามารถลบได้   แล้วก็มีเสียงของคนอีกคนที่เดินเข้ามา — ไม่ใช่เสียง footsteps ที่เบาเหมือนเฉินเจี้ยน แต่เป็นเสียงที่หนักแน่นและมั่นคง ราวกับว่าแต่ละก้าวของเขาถูกออกแบบมาเพื่อให้โลกทั้งใบรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ นั่นคือ <span style="color:red">หลี่เหวินจื่อ</span> ผู้ที่สวมเกราะเหล็กสีดำประดับลายมังกรทองคำ ใบหน้าของเขาถูกบังด้วยหมวกเหล็กที่มีช่องมองเล็กๆ แต่สายตาที่ส่องผ่านช่องนั้น ดูเหมือนจะสามารถเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องนี้ได้หมด ไม่มีอะไรที่ซ่อนไว้จากเขาได้   เขาไม่พูดอะไรเลย เมื่อเข้ามาถึงตรงกลางห้อง เขาค่อยๆ หยิบดาบยาวที่แขวนอยู่ข้างเอว แล้วดึงมันออกมาอย่างช้าๆ แต่แน่วแน่ ดาบเล่มนั้นไม่ได้มีแสงวาววับเหมือนดาบธรรมดา แต่มีผิวที่ดูเก่าแก่และมีรอยขีดข่วนจำนวนมาก ราวกับว่ามันเคยผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง แล้วเมื่อเขาดึงมันออกมาจนสุด แสงจากโคมไฟก็สะท้อนบนใบมีด ทำให้เห็นตัวอักษรจีนตัวเล็กๆ ที่แกะสลักไว้บนขอบดาบ — คำว่า “สายลม”   จื่อเหวินไม่ได้กลัว แต่เธอเริ่มรู้สึกว่า “เวลา” กำลังเดินเร็วขึ้น เธอค่อยๆ ยื่นมือไปที่เข็มขัดของตนเอง ไม่ใช่เพื่อหยิบอาวุธ แต่เพื่อสัมผัสสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดของเธอ — เป็นแผ่นโลหะร้อนๆ ที่มีลายหงส์เหมือนกับที่อยู่บนรูปปั้น แล้วในตอนนั้นเอง เธอรู้ว่าเธอไม่ได้ถูกเลือกโดยบังเอิญ แต่ถูก “กำหนด” ให้มาอยู่ในจุดนี้ตั้งแต่แรกเกิด   เฉินเจี้ยนเริ่มพูดด้วยเสียงที่ต่ำและเร็วขึ้น “คุณรู้ไหมว่า ดาบเล่มนี้เคยถูกใช้ในการฆ่าคนที่ถูกเรียกว่า ‘ผู้รู้’ ทั้งหมด?” จื่อเหวินไม่ตอบทันที แต่หันหน้าไปมองหลี่เหวินจื่อ แล้วถามด้วยเสียงที่สงบ “แล้วคุณคือใคร? คนที่จะฆ่าฉัน หรือคนที่จะช่วยฉัน?” หลี่เหวินจื่อไม่ตอบ แต่ค่อยๆ ยกดาบขึ้นมาในแนวตั้ง แล้วพูดด้วยเสียงที่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน “ฉันคือผู้ที่ถูกส่งมาเพื่อตรวจสอบว่า คุณยังไม่ได้เปิดมันจริงๆ หรือไม่”   ในตอนนั้นเอง ลมที่ไม่มีตัวตนก็เริ่มพัดผ่านห้องสมุดอีกครั้ง ทำให้ผ้าม่านที่แขวนอยู่ข้างหน้าต่างสั่นไหว แล้วมีเสียงของกระดาษที่ถูกพัดให้ลอยขึ้นจากโต๊ะ — ม้วนกระดาษสีแดงที่เฉินเจี้ยนวางไว้ ค่อยๆ ลอยขึ้นไปในอากาศ ราวกับว่ามีแรงดึงดูดบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ จื่อเหวินยื่นมือออกไป ไม่ใช่เพื่อจับมัน แต่เพื่อ “รับ” มันด้วยความเคารพ แล้วในขณะที่ม้วนกระดาษลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเธอ มีแสงสีฟ้าอ่อนๆ ปรากฏขึ้นจากภายในม้วนนั้น ทำให้ทุกคนในห้องมองดูด้วยความตกใจ   เพลงร่ายรำแห่งสายลม กลับมาดังในหูของเธออีกครั้ง — คราวนี้ไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นเสียงจากภายในจิตใจของเธอเอง ที่เริ่มเปิดเผยความจริงทีละชั้น ว่าม้วนกระดาษเล่มนี้ไม่ใช่แค่แผนที่หรือคำทำนาย แต่เป็น “ประตู” ที่จะเปิดไปสู่โลกอีกใบหนึ่ง โลกที่เต็มไปด้วยความลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความสงบสุขของราชสำนัก แล้วใครคือคนที่สร้างประตูนี้? ทำไมต้องเป็นเธอที่ถูกเลือกให้เปิดมัน? และทำไมหลี่เหวินจื่อถึงต้องมาในวันนี้ — วันที่ดวงจันทร์เริ่มขึ้นเหนือยอดอาคาร?   จากนั้นจื่อเหวินก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไป ไม่ใช่เพื่อจับม้วนกระดาษ แต่เพื่อสัมผัสแสงที่ออกมาจากมัน แล้วในขณะที่นิ้วของเธอแตะแสงนั้น เธอรู้สึกว่ามีพลังบางอย่างไหลผ่านร่างกายของเธอ ราวกับว่าเธอเพิ่งได้รับ “มรดก” ที่ถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น แล้วในตอนนั้นเอง เธอเห็นภาพในจิตใจของเธอ — ภาพของหงส์ตัวใหญ่ที่บินขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสายลม แล้วมีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่พูดว่า “เมื่อเวลาถึง คุณจะรู้ว่าคุณไม่ใช่แค่ผู้รับบท… คุณคือผู้เขียนบทเอง”   หลี่เหวินจื่อค่อยๆ ลดดาบลง แล้วพูดด้วยเสียงที่เบาลง “ฉันผิด… คุณไม่ใช่คนที่ต้องถูกฆ่า” เฉินเจี้ยนก็มองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน แต่ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า เขาไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบเธอ แต่มาเพื่อ “เรียนรู้” จากเธอแทน   แล้วจื่อเหวินก็หันหน้าไปมองหน้าต่างที่แสงจันทร์เริ่มส่องผ่านเข้ามา แล้วพูดด้วยเสียงที่มั่นคง “ถ้าคุณทั้งสองคนยังไม่พร้อม… ฉันจะไปคนเดียว” แล้วเธอค่อยๆ เดินไปยังประตูไม้ใหญ่ ไม่ได้หันกลับมาดู แต่เมื่อเธอเดินผ่านประตูนั้นไป แสงจากจันทร์ก็ส่องลงมาบนพื้นไม้ ทำให้เห็นเงาของเธอที่ไม่ใช่แค่เงาของคนธรรมดา แต่เป็นเงาของหงส์ที่กำลังบินขึ้นสู่ท้องฟ้า   เพลงร่ายรำแห่งสายลม ไม่ใช่แค่บทกวีที่ถูกร้องขานในงานเทศกาล แต่คือเสียงของโชคชะตาที่กำลังเริ่มหมุนเวียนใหม่ ด้วยการกระทำของคนเพียงคนเดียวที่กล้าที่จะเปิดม้วนกระดาษเล่มนั้น แม้จะรู้ว่ามันอาจนำไปสู่ความตายก็ตาม แล้วในโลกอีกใบหนึ่งที่รออยู่ข้างหน้า ใครจะเป็นคนแรกที่เธอจะพบ? และคำว่า “สายลม” ที่แกะสลักบนดาบเล่มนั้น หมายถึงอะไรกันแน่?

เพลงร่ายรำแห่งสายลม ความลับในหนังสือแดงที่ถูกทิ้งลงพื้น

  ในห้องสมุดไม้เก่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นกระดาษและฝุ่นผงของยุคสมัยที่ผ่านมา แสงจากหน้าต่างไม้ลายตารางส่องเข้ามาอย่างอ่อนโยน ทำให้เงาของ <span style="color:red">จื่อเหวิน</span> สะท้อนบนพื้นไม้ที่ขัดจนเงาแวววาว ขณะที่เธอสวมชุดแปรผันสีเขียวอมฟ้าประดับลายหงส์ทองคำและขอบแดงสดใส พร้อมเครื่องประดับศีรษะที่ซับซ้อนจนแทบจะมองไม่เห็นผมจริงของเธอ เธอจับหนังสือเล่มเล็กสีแดงไว้ในมือทั้งสองข้าง ดูเหมือนกำลังอ่านอย่างสงบ แต่สายตาที่เคลื่อนไหวเร็วๆ แบบไม่หยุดนิ่ง บอกได้ว่าใจของเธอไม่ได้อยู่กับตัวอักษรที่หน้ากระดาษเลยแม้แต่นิดเดียว เพลงร่ายรำแห่งสายลม ไม่ใช่แค่ชื่อเรื่องที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่เป็นเสียงที่ดังกึกก้องในหัวของเธอเอง — เสียงของคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ   แล้วก็เกิดเสียง footsteps เบาๆ จากด้านหลัง เสียงนั้นไม่ใช่ของคนธรรมดา แต่เป็นเสียงของคนที่ฝึกฝนการเดินให้ไม่สร้างเสียงมานานหลายปี หรืออาจเป็นเพราะเขาพยายามซ่อนตัวตนไว้ภายใต้ชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่มีลายดอกไม้สีเทาสลับขาว และหมวกทรงแหลมสูงที่ปกปิดใบหน้าของเขาไว้มากกว่าครึ่งหนึ่ง นั่นคือ <span style="color:red">เฉินเจี้ยน</span> ผู้ซึ่งไม่ได้เข้ามาเพื่อขออนุญาต แต่เข้ามาเพื่อ “ตรวจสอบ” บางสิ่งบางอย่างที่เขาเชื่อว่าอยู่ในมือของจื่อเหวิน ท่าทางของเขาดูนอบน้อม แต่เมื่อเขาเอามือขึ้นจับขอบหมวก แล้วค่อยๆ ดึงมันลงมาเล็กน้อย — นั่นคือสัญญาณว่าเขาเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย หรืออาจจะเริ่มสงสัยในสิ่งที่เห็น   จื่อเหวินไม่ได้หันไปมองเขาทันที แต่เธอกลับมองหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม — จากความสงบกลายเป็นความระมัดระวัง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่ปล่อยหนังสือเล่มนั้นออกจากมือแม้แต่น้อย ท่าทางของเธอไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในไม่กี่วินาทีข้างหน้า เพลงร่ายรำแห่งสายลม ในตอนนี้ไม่ได้เป็นแค่บทกวีที่ถูกอ่าน แต่กลายเป็นจังหวะของการหายใจที่เร่งขึ้นของทั้งสองคน ที่กำลังรอให้อีกฝ่ายเปิดไพ่ใบแรก   แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด — หนังสือเล่มนั้นหลุดจากมือของจื่อเหวิน ตกกระทบพื้นไม้ดัง “ต๊อก!” เสียงนั้นดังมากจนทำให้เฉินเจี้ยนสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขากลับไม่รีบเข้าไปช่วย拾 กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มองดูหนังสือที่เปิดออกครึ่งเล่ม หน้ากระดาษขาวสะอาด ไม่มีตัวอักษรใดๆ เลย จื่อเหวินก็มองมันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจ แต่ไม่ใช่เพราะหนังสือหายไป แต่เพราะ “มันควรจะมีอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น” แต่ตอนนี้กลับว่างเปล่า ราวกับว่ามีใครบางคนลบมันออกไปก่อนที่เธอจะได้อ่านจบ   ความเงียบในห้องนั้นเริ่มหนักขึ้น จนแทบจะจับต้องได้ แสงจากหน้าต่างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนของยามเย็น ทำให้เงาของทั้งสองคนยาวขึ้นบนพื้นไม้ จื่อเหวินค่อยๆ ย่อตัวลง ไม่ใช่เพื่อ拾หนังสือ แต่เพื่อสังเกตสิ่งที่อยู่ใต้หน้ากระดาษ — มีรอยขีดข่วนเล็กๆ บนพื้นไม้ ดูเหมือนจะเป็นร่องจากของแข็งที่ถูกกดไว้แรงๆ แล้วค่อยๆ ถูกดึงออกไป หรืออาจจะเป็นร่องจาก “มีด” ที่ถูกซ่อนไว้ในหนังสือเล่มนั้น?   เฉินเจี้ยนเริ่มก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น แต่ไม่ใช่ด้วยท่าทางที่จะจับเธอ แต่เป็นท่าทางของคนที่กำลังพยายาม “เข้าใจ” สิ่งที่เกิดขึ้น เขาพูดด้วยเสียงต่ำ แต่ชัดเจนว่า “คุณรู้ใช่ไหมว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ควรถูกเปิดโดยคนนอก?” จื่อเหวินไม่ตอบทันที แต่หันหน้าไปมองเขาด้วยสายตาที่ไม่กลัว ไม่โกรธ แต่เต็มไปด้วยความสงสัยที่ลึกซึ้ง เหมือนว่าเธอเพิ่งรู้ว่าเขาไม่ใช่แค่ผู้เฝ้าประตู แต่เป็นคนที่ “รู้มากกว่าที่แสดงออกมา”   จากนั้นเธอค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วเดินไปยังโต๊ะที่วางม้วนกระดาษหลายม้วนไว้ ดูเหมือนจะเลือกม้วนหนึ่งที่มีสีแดงเข้มกว่าคนอื่น เธอไม่ได้เปิดมันทันที แต่ใช้นิ้วแตะขอบม้วนกระดาษอย่างระมัดระวัง ราวกับว่ามันมีชีวิตอยู่ แล้วจึงพูดด้วยเสียงที่เบาแต่แน่วแน่ “ถ้าคุณรู้ว่ามันคืออะไร… ทำไมคุณถึงยังไม่หยุดมัน?” เฉินเจี้ยนเงียบไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้คำตอบ แต่เพราะเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า จื่อเหวินไม่ได้เป็นแค่ผู้รับบท แต่เป็นผู้ที่ “ถูกเลือก” ให้มาอยู่ในจุดนี้   เพลงร่ายรำแห่งสายลม กลับมาดังในหูของเธออีกครั้ง — คราวนี้ไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นเสียงจากภายในจิตใจของเธอเอง ที่เริ่มเปิดเผยความจริงทีละชั้น ว่าหนังสือเล่มนั้นไม่ใช่แค่เอกสารธรรมดา แต่เป็น “กุญแจ” ที่จะเปิดประตูสู่ความลับของราชสำนักที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความสงบสุขมานานหลายปี แล้วใครคือคนที่วางมันไว้ในมือของเธอ? ทำไมต้องเป็นเธอ? และทำไมเฉินเจี้ยนถึงต้องมาในวันนี้ — วันที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า?   เมื่อแสงเริ่มมืดลง จื่อเหวินก็ค่อยๆ ยื่นม้วนกระดาษสีแดงให้กับเฉินเจี้ยน ไม่ใช่ด้วยความไว้วางใจ แต่ด้วยความจำเป็น เขาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรับมันไว้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย แล้วพูดว่า “ถ้าคุณเปิดมัน… คุณจะไม่สามารถกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก” เธอตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ “ฉันไม่เคยอยากเป็นคนเดิมมาตั้งแต่แรกแล้ว”   จากนั้นเธอก็เดินผ่านเขาไป ไม่ได้หันกลับมาดู แต่เมื่อเธอเดินผ่านประตูไม้ใหญ่ที่มีโคมไฟแขวนอยู่สองข้าง เธอได้ยินเสียงของคนอีกคนที่กำลังเดินเข้ามา — คนที่สวมเกราะเหล็กและถือดาบยาว ใบหน้าของเขาถูกบังด้วยหมวกเหล็ก แต่สายตาที่มองมาที่เธอ ดูเหมือนจะรู้ว่าเธอเพิ่งทำอะไรลงไป จื่อเหวินไม่หยุด脚步 แต่ค่อยๆ หันหน้าไปมองเขาด้วยสายตาที่ไม่กลัว แล้วพูดว่า “คุณมาสายแล้ว”   ในตอนนั้นเอง แสงจากโคมไฟเริ่มสั่นไหว ราวกับว่าลมที่ไม่มีตัวตนกำลังพัดผ่านห้องนั้น นำพาความลับที่ถูกซ่อนไว้มาสู่แสงสว่างอีกครั้ง เพลงร่ายรำแห่งสายลม ไม่ใช่แค่บทกวีที่ถูกร้องขานในงานเทศกาล แต่คือเสียงของโชคชะตาที่กำลังเริ่มหมุนเวียนใหม่ ด้วยการกระทำของคนเพียงคนเดียวที่กล้าที่จะเปิดหนังสือเล่มนั้น แม้จะรู้ว่ามันอาจนำไปสู่ความตายก็ตาม   และในมุมไกลของห้อง บนชั้นหนังสือที่ดูเก่าแก่ที่สุด มีม้วนกระดาษเล็กๆ วางอยู่อย่างเงียบๆ บนพื้นผิวไม้ที่มีรอยขีดข่วนคล้ายกับที่อยู่ใต้หนังสือเล่มแดง — บนม้วนนั้นมีตัวอักษรจีนตัวเล็กๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีดำ ว่า “เมื่อสายลมพัดผ่าน หงส์จะบินขึ้นสู่ท้องฟ้า” แล้วใครคือหงส์? ใครคือสายลม? และท้องฟ้าที่ว่านั้น คืออะไรกันแน่?